..ทีฆายุโก โหตุ สังฆราชา

สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่  ๒๐
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก



สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ ( อัมพร อมฺพโร ) เดิมชื่อ อัมพร ประสัตถพงศ์
เกิดเมื่อวันที่ ๒๖  มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๐   ณ ตำบลบางป่า อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี โยมบิดาชื่อนายนับ ประสัตถพงศ์ โยมมารดาชื่อนางตาล ประสัตถพงศ์ ครอบครัวประกอบอาชีพค้าขาย เรียนชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนเทวานุเคราะห์ กองบินน้อยที่ ๔ ตำบลโคกกระเทียม อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี จนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔
การบรรพชาอุปสมบท
บรรพชาเป็นสามเณรเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๐  ณ วัดสัตตนารถปริวัตรวรวิหาร ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี โดยมีพระธรรมเสนานี (เงิน นนฺโท) เป็นพระอุปัชฌาย์
ต่อมาได้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๑ ณ พัทธสีมาวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม โดยมีสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน) เป็นพระอุปัชฌาย์ และพระจินดากรมุนี (ทองเจือ จินฺตากโร) เป็นพระกรรมวาจาจารย์
การศึกษาพระปริยัติธรรม
สามเณรอัมพร ประสัตถพงศ์ ไปอยู่จำพรรษาที่วัดตรีญาติ ต.พงสวาย เพื่อศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๔๘๓ สามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรี จากนั้น พ.ศ.  ๒๔๘๔ สามารถสอบได้นักธรรมชั้นโทและ พ.ศ. ๒๔๘๖ สามารถสอบได้นักธรรมชั้นเอก และสอบได้เปรียญธรรม ๓  ประโยค เมื่อพ.ศ. ๒๔๘๘ สอบได้เปรียญธรรม ๔ ประโยค
เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๐ ได้ย้ายมาอยู่จำพรรษา ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม โดยสมเด็จพระพุทธปาพจนบดี (ทองเจือ จินฺตากโร) เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่พระจินดากรมุนี นำมาฝากกับสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน) สกลมหาสังฆปริณายก
ภายหลังอุปสมบทเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๑  ศึกษาพระปริยัติธรรมในสำนักเรียนวัดราชบพิธฯ จน พ.ศ. ๒๔๙๑  สามารถสอบได้เปรียญธรรม ๕ ประโยค และ พ.ศ. ๒๔๙๓ สามารถสอบได้เปรียญธรรม 6 ประโยค
ต่อมา เข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย เป็นนักศึกษารุ่นที่ ๕
 จบศาสนศาสตรบัณฑิต เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๐ และได้เดินทางไปศึกษาต่อระดับปริญญาโท ณ มหาวิทยาลัยพาราณสี (Banaras Hindu University) ประเทศอินเดีย จบการศึกษาเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๒ ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี
ปี พ.ศ. ๒๕๕๒ สภามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ถวายศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาพุทธศาสตร์
ปี พ.ศ. ๒๕๕๓ สภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ถวายปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาธรรมนิเทศ[3]
ตำแหน่งปัจจุบัน
เจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร
กรรมการมหาเถรสมาคม
กรรมการคณะธรรมยุต
กรรมการเถรสมาคมคณะธรรมยุต
ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค ๑๔ – ๑๕  (ธรรมยุต)
แม่กองงานพระธรรมทูต
สมณศักดิ์
พ.ศ. ๒๕๑๔  เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระปริยัติกวี
พ.ศ. ๒๕๒๔  เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่ พระราชสารสุธี
พ.ศ. ๒๕๓๓ เป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่ พระเทพเมธาภรณ์
พ.ศ. ๒๕๓๘  เป็นพระราชาคณะชั้นธรรมที่ พระธรรมเมธาภรณ์
พ.ศ. ๒๕๔๓ เป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรองที่ พระสาสนโสภณ
พ.ศ. ๒๕๕๒ เป็นสมเด็จพระราชาคณะที่ สมเด็จพระมหามุนีวงศ์
 (ข้อมูลจาก-วิกิพีเดีย)
ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช มีมานานแล้วตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย
ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้เพิ่มตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช เป็น "สกลมหาสังฆปริณายก"
เป็นตำแหน่งสมณศักดิ์สูงสุดฝ่ายพุทธจักรของคณะสงฆ์ไทย ทรงเป็นประธานการปกครองคณะสงฆ์
พระเจ้าเอกทัศน์ มีพระราชดำริให้คงราชทินนามนี้ไว้   จึงทรงตั้งราชทินนามสมเด็จพระสังฆราชเป็น "สมเด็จพระอริยวงศาสังฆราชาธิบดี"   
และมาเป็น "สมเด็จพระอริยวงษญาณ" ในสมัยกรุงธนบุรี และใช้ต่อมาจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ ๔   ทรงเปลี่ยนเป็น "สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ" ใช้พระนามนี้จนถึงปัจจุบัน

สมัยรัชกาลที่ ๑  ถึงรัชกาลที่  ๙  แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
มีพระมหาเถระได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช แล้ว ๑๙ พระองค์ ประกอบด้วย
  สมเด็จพระมหาสมณเจ้า ๓  พระองค์   
  สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ๒  พระองค์
   สมเด็จพระสังฆราช ๑๔  พระองค์
โดยจะมีพระนามสองอย่าง หากเป็นเจ้านายเชื้อพระวงศ์จะมีคำนำหน้าพระนามว่า "สมเด็จพระสังฆราชเจ้า" หรือ "สมเด็จพระมหาสมณเจ้า"
หากเป็นสามัญชนมีคำนำหน้าว่า "สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ" ดังรายละเอียดดังนี้
๑. สมเด็จพระอริยวงษญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ศรี) วัดระฆังโฆสิตาราม
ปี ๒๓๒๕ – ๒๓๓๗  ดำรงสมณศักดิ์ ๑๒  ปี
๒. สมเด็จพระอริยวงษญาณ สมเด็จพระสังฆ
ราช (ศุข) วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ฯ ปี ๒๓๓๗ – ๒๓๕๙  ดำรงสมณศักดิ์ ๒๓  ปี
๓. สมเด็จพระอริยวงษญาณ สมเด็จพระสังฆ
ราช (มี) วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ฯ ปี ๒๓๕๙ – ๒๓๖๒ ดำรงสมณศักดิ์  ๓ ปีเศษ
๔. สมเด็จพระอริยวงษญาณ สมเด็จพระสังฆราช (สุก ญาณสังวร) วัดมหาธาตุยุวราชรัง
สฤษฎิ์ฯ ปี ๒๓๖๓ – ๒๓๖๕ ดำรงสมณศักดิ์  ๑ ปีเศษ
๕. สมเด็จพระอริยวงษญาณ สมเด็จพระสังฆ
ราช (ด่อน) วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ฯ ปี ๒๓๖๕ - ๒๓๘๕ ดำรงสมณศักดิ์ ๑๙ ปีเศษ
๖. สมเด็จพระอริยวงษญาณ สมเด็จพระสังฆราช (นาค) วัดราชบูรณะ (วัดเลียบ)
ปี ๒๓๘๖ – ๒๓๙๒ ดำรงสมณศักดิ์ ๕ปีเศษ
๗. สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส (พระองค์เจ้าวาสุกรี สุวณฺณรํสี)วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ปี๒๓๙๔ – ๒๓๙๖  ดำรงสมณศักดิ์ ๑ ปีเศษ
๘. สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ (พระองค์เจ้าฤกษ์ ปญฺญาอคฺคโต) วัดบวรนิเวศวิหาร ปี ๒๔๓๔ - ๒๔๓๕ ดำรงสมณศักดิ์ ๑๑ เดือนเศษ
๙. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว) วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม ปี ๒๔๓๖ – ๒๔๔๒ ดำรงสมณศักดิ์ ๖ ปีเศษ
๑๐. สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส (พระองค์เจ้ามนุษยนาคมานพ มนุสฺสนาโค) วัดบวรนิเวศวิหาร ปี ๒๔๕๓ - ๒๔๖๔ ดำรงสมณศักดิ์ ๑๐ ปีเศษ
๑๑. สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ (หม่อมเจ้าภุชงค์ ชมพูนุท สิริวฑฺฒโน) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ปี ๒๔๖๔ – ๒๔๘๐ ดำรงสมณศักดิ์ ๑๖ ปีเศษ
๑๒. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทโว) วัดสุทัศนเทพวราราม ปี๒๔๘๑ - ๒๔๘๗ ดำรงสมณศักดิ์ ๖ ปีเศษ
๑๓. สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (หม่อมราชวงศ์ชื่น นภวงศ์ สุจิตฺโต) วัดบวรนิเวศวิหาร ปี ๒๔๘๘ - ๒๕๐๑ ดำรงสมณศักดิ์ ๑๓ ปีเศษ
๑๔. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ปลด กิตฺติโสภโณ) วัดเบญจม
บพิตรดุสิตวนาราม ปี ๒๕๐๓ – ๒๕๐๕ ดำรงสมณศักดิ์  ๒ ปีเศษ
๑๕. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (อยู่ ญาโณทโย) วัดสระเกศฯ
ปี ๒๕๐๖ – ๒๕๐๘ ดำรงสมณศักดิ์  ๒ ปีเศษ
๑๖. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (จวน อุฏฐายี) วัดมกุฏกษัตริยาราม ปี ๒๕๐๘ – ๒๕๑๔  ดำรงสมณศักดิ์  ๖ ปีเศษ
๑๗. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช(ปุ่น ปุณฺณสิริ) วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ปี ๒๕๑๕ - ๒๕๑๖ ดำรงสมณศักดิ์ ๑ ปีเศษ
๑๘. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ปี ๒๕๑๗ - ๒๕๓๑ ดำรงสมณศักดิ์ ๑๔ ปีเศษ
๑๙. สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช (เจริญ สุวฑฺฒโน) วัดบวรนิเวศวิหารราชวรวิหาร ปี ๒๕๓๒ – ๒๕๕๖  ทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราช ที่มีพระชนมายุยาวนานที่สุด และดำรงสมณศักดิ์ยาวนานในประวัติศาสตร์แล้วนั้นเมื่อครั้งสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน) สิ้นพระชนม์ เมื่อปี ๒๕๓๑ ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงมีพระ
บรมราชโองการโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระองค์ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ในราชทินนามเดิม "สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก" นับเป็นราชทินนามพิเศษ เนื่องจากสมเด็จพระสังฆราชที่มิได้เป็นพระบรมวงศานุวงศ์ ตามปกติจะใช้ราชทินนามว่า สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ
ดังนั้น นับเป็นอีกหนึ่งครั้งที่มีการใช้ราชทินนาม สมเด็จพระญาณสังวร สำหรับสมเด็จพระสังฆราช เพื่อเป็นพระเกียรติคุณทางวิปัสสนาธุระของพระองค์และเป็นสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชพระองค์แรกของประเทศไทย!

                                             ************************