บูชาพระนเรศวร

 

 

 

  ขอพระราช-  ทานกราบ  บังคมทูล

 

องค์ไอศูรย์  ปิ่นนเรศร์  นเรศวร

แม้นถ้อยคำ  ความใด  ไม่บังควร

 

ควรมิควร  ขอพระองค์  ทรงอภัย

ด้วยรำลึก  จงรัก  ภักดีท่าน

 

ขอสร้างสรรค์  คำกลอน  สุนทรไข

พระราชประวัติ  ลือเลื่อง  กระเดื่องไกล

 

นักรบไทย  กู้ชาติ  ผงาดองค์

อันวจี  มิได้ใช้  ราชาศัพท์

 

ขอรับทราบ  ด้วยพระทัย ใคร่ประสงค์

จะนำคำ  ธรรมดา  ภาษาตรง

 

ขอท่านทรง  ส่งผล  ช่วยดลใจ

ลูกเป็นเชื้อ  ชายชาญ  ทหารเสือ

 

พลีเลือดเนื้อ  เพื่อแผ่นดินอยู่ถิ่นค่าย

สถานที่  ของพระองค์  ผู้ทรงชัย

 

เป็นที่ใช้  ฝึกทหาร  ผลาญไพรี

ค่ายสมเด็จ  พระนเรศวร  มหาราช

 

รับใช้ชาติ  ไม่เคยหวั่น หรือพรั่นหนี

แม้นชีพดับ  ทับถม  ปฐพี

 

สมศักดิ์ศรี  ชายชาญ  ทหารไทย

ค่ายสมเด็จ  พระเอกา-  ทศรถ

 

เกียรติปรากฎ  พระปรีชา  เคยอาศัย

พระองค์ท่าน  ทรงอยู่  คู่พระทัย

 

รบครั้งใด  ไปรบด้วย  ช่วยคิดการ

ข้าพระพุทธเจ้า  ขอสุนทร  กลอนลิขิต

 

พระองค์ท่าน  ทรงสถิตย์  สรวงสวรรค์

ขอบารมี  สองพระองค์  จงบันดาล

 

ให้กลอนกานต์  สำเร็จ  เจตจำนงค์

ข้าพระพุทธเจ้า  ตั้งสัตย์  อธิษฐานว่า

 

ถ้าชาติหน้า  มีใหม่  ใคร่ประสงค์

ขอรองบาท  ชาติทหาร  สืบสานองค์

 

เพื่อดำรง  เอกราช  แห่งชาติไทย

 

สมเด็จพระนเรศวรมหาราช

 

 

 

     ๏ สมเด็จพระ-  นเรศวร  มหาราช

 

วีรกษัตริย์  อยุธยา  ที่ยิ่งใหญ่

ยอดนักรบ  เยี่ยมยุทธ  สุดเกรียงไกร

 

กู้ชาติไทย  ให้ฟื้น  กลับคืนมา

ชนชาติไทย  ใช่เป็นทาส  คนชาติอื่น

 

ทุกวันคืน  กรำศึก  เพื่อรักษา

ผืนแผ่นดิน  ของคนไทย  หลายครั้งครา

 

ทุกครั้งมา  รบมีชัย  ได้ทุกที

พระมหา  กรุณาธิคุณ  อันสูงสุด

 

ทรงกระทำ  การยุทธ-  หัตถี

ปราบเสี้ยนหนาม  แผ่นดิน  สิ้นไพรี

 

เลิกต่อตี  ให้คายเคือง  เบื้องยุคล

แม้นกำลัง  มีน้อย  และด้อยกว่า

 

แต่หาญกล้า  การรบ  ประสบผล

กลยุทธ  สุดยอด  อย่างแยบยล

 

องค์เทพดล  จุติมา  น่าอัศจรรย์

ผู้นำทัพ  รับศึก  กึกก้องหล้า

 

จนพม่า  แพ้พ่าย  เพราะใจพรั่น

แผ่พระคุณ  ท่วมท้น  พ้นรำพัน

 

คณานันต์  ไทยรุ่นหลัง  มิลืมเลือน

นเรศวร  พระเอกา  พระปิ่นรัตน์

 

สองกษัตริย์  นักรบไทย  หาใครเหมือน

อนุสรณ์  กรุงเก่า  เฝ้าย้ำเตือน

 

ไม่ลบเลือน  ใจไทย  ไปอีกนาน

     ๏ ครั้งกรุงศรี  สิ้นรัชกาล  ไชยราชา 

 

อยูธยา  ขาดกษัตริย์  ไม่คาดฝัน

พระเฑียรราชา  ผู้สำเร็จ  ราชการ

 

ศรีสุดาจันทร์  เกิดร้าย  ในแผ่นดิน

พระยอดฟ้า  ราชโอรส  ยังถูกลอบ

 

ปลงพระชนม์  เพื่อกอบ  สมบัติสิ้น

คิดคบชู้  หวังขึ้นครอง  ราชธานินทร์

 

แต่องค์อินทร์  รักษา  อยุธยาไว้

ขุนพิเรน-  ทรเทพ  ผู้ขุนนาง

 

เข้าขัดขวาง  ปกปัก  รักษาได้

ไปนิมนต์  พระเฑียรราชา  ผู้น้องชาย

 

ของพระไชย  ราชา  กลับมาครอง

คือสมเด็จ  พระมหา  จักรพรรดิ

 

เจิดจำรัส  ถูกใจ  ไทยทั้งผอง

คชสาร  ยานรบ  ครบเนืองนอง

 

เป็นช้างเผือก  ถูกต้อง  คู่บารมี

ขุนพิเรน-  ทรเทพ  รับโปรดเกล้าฯ

 

ไปเป็นเจ้า  พิษณุโลก   สมศักดิ์ศรี

ได้สมเด็จ  พระวิสุทธิ์  กษัตรี

 

มเหสี  คู่บุญ  ธรรมราชา

เทพบันดาล  คนดี  ศรีพิษณุโลก

 

ด้วยเป็นโชค  ของชาติไทย  คลายปัญหา

ได้ผู้กอบ- กู้กรุงศรี  อยุธยา

 

จากพม่า  ฝ่ายรุกราน  ผลาญแผ่นดิน

     ๏ จะขอกล่าว  เล่าความ  ตามประวัติ

 

มหาจักรพรรดิ  พระองค์  ผู้ทรงศีล

เมื่อกรุงศรี  อยุธยา  พ้นราคิน

 

ครองแผ่นดิน  ขัตติยะ  ประเพณี

พร้อมด้วย  สมเด็จ  พระชายา

 

สมสง่า  อัคราช  มเหสี

พระนามไท้  ไทยทุกผู้  สดุดี

 

ยอดนารี  ศรีสุ-  ริโยทัย

ทั้งสองท่าน  อัยกา  อัยกี

 

ด้วยบุญพระ-  บารมี  บันดาลให้

มีช้างเผือก  เจ็ดเชือกหรู  คู่พระทัย

 

เป็นเหตุให้  พม่าอ้าง  เรื่องช้างงา

ยุคพระเจ้า  ตะเบง  ชะเวตี้

 

เจ้ากรุงหง-  สาวดี  ใช้บังหน้า

กระหายศึก  สงคราม  ย่ำกรีฑา

 

เข้ารบพุ่ง  อยุธยา  ราชธานี

ในการศึก  ครั้งนั้น  ขวัญสลาย

 

แม้ว่าไทย  ต่อสู้  อย่างเต็มที่

ประวัติศาสตร์  จารึกไว้  จำได้ดี

 

องค์วีร-  สตรีศรี  สุริโยทัย

พร้อมโอรส  สมเด็จพระ  บรมดิลก

 

เลือดในอก  ซบคอช้าง  ยังหวั่นไหว

แลกชีวิต  แทนกษัตริย์  ฉัตรชาติไทย

 

เพื่อขอให้  เอกราช  ชาติยั่งยืน

นับตั้งแต่  บัดนั้น  เป็นต้นมา

 

อยุธยา  เศร้าโศก  จนสุดฝืน

ไทยพม่าอริกันทุกวันคืน

 

ยากกลับฟื้นสัมพันธ์ฉันท์ไมตรี

     ๏ ปีพอศอ  สองพัน  หนึ่งร้อยหก

 

ไทยวิโยค  อกสั่น  แทบขวัญหนี

ต้องสู้รบ  กับพม่า  ตลอดปี

 

พม่าตี  พิษณุโลก  แล้วคุมตัว

พระมหา  ธรรมราชา  ถึงองอาจ

 

ไข้ระบาด  ทรพิษ  ทุกทิศทั่ว

เพื่อหวังออม  กำลังไว้  มิใช่กลัว

 

จึงยอมตัว  เจรจา  หงสาวดี

ฝ่ายพม่า  ยกมา  ตั้งห้าแสน

 

ไทยเหนียวแน่น  แสนเดียว  ไม่ยอมหนี

เข้าต่อสู้  ประจัญบาน  ผลาญไมตรี

 

รบเป็นปี  เริ่มลำบาก  อดอยากกัน

ปีต่อมา  ทำสัญญา  สงบศึก

 

ไม่หาญฮึก  เอาชนะ  อย่างแข็งขัน

อยุธยา  ถูกล้อม  เนิ่นนานวัน

 

ตัดรำคาญ  ยอมให้ส่วย  ช่วยไมตรี

     ๏ ครั้นพม่า  เปลี่ยนกษัตริย์  ผลัดแผ่นดิน

 

ต้องจบสิ้น  ตะเบง  ชะเวตี้

กษัตริย์ใหม่  ต่อมา  หงสาวดี

 

ชอบสตรี  นักรบเก่ง  บุเรงนอง

     ๏ พิษณุโลก  ทนก้มหน้า  สวามิภักดิ์

 

เพราะไม่อยาก  ทำศึก  ให้มัวหมอง

มีไมตรี  ต่อกัน  ขั้นปรองดอง

 

สละของ  เล็กน้อย  บรรณาการ

พระมหากษัตริย์  ธรรมราชา  แสนรันทด

 

พาโอรส  ไปด้วย  ช่วยสืบสาน

นเรศวร  ร่วมขบวน  บรรณาการ

 

ไม่นึกหวั่น  พรั่นกลัว  อันตราย

วลีหนึ่ง  ทิ่มแทง  ความรู้สึก

 

แทบสะอึก  “ลูกเชลย”  เฉยเอาไว้

เพียงแปดขวบ  เท่านั้น  อัดอั้นใจ

 

โตเมื่อใด  แล้วคอยดู  จะรู้ดี

มังไชยสิงห์  มีพลัง  โอหังนัก

 

จะขอฝาก  ไว้ก่อน  เถิดวันนี้

หากต่อไป  ภายหน้า  ฟ้าใหม่มี

 

คงเห็นดี  เข้าสักวัน  ฉันจะมา

     ๏ ครั้นต่อมา  บรรณาการ  จากกรุงศรี

 

ขอญาติดี  เช่นกัน  กับหงสา

โดยพระรา-  เมศวร  ผู้นำพา 

 

เจรจา  บรรณาการ  ฐานไมตรี

บุเรงนอง  ร้องขอ  ต่อสยาม 

 

เรื่องช้างงาม  อย่าให้  ใครนะนี่

เมื่อหงสา  ยังขาดบุญ  บารมี

 

ขอดีดี  อย่าให้ใคร  ได้ไปครอง 

ไชเชษฐา  ธิราช  แห่งลานช้าง

 

ได้กวาดล้าง  ผู้คน  และข้าวของ

หวังทะนุ  ศรีสัตนา  ให้เรืองรอง  

 

ขอครอบครอง  ช้างเผือก  อยุธยา

พระมหินทร์  เต็มใจ  ไม่คัดค้าน

 

เสียงต่อต้าน  จากขุนนาง  ทุกถ้วนหน้า

จักรพรรดิ  เห็นชอบ  มหินทรา

 

มอบช้างงา  เผือกงาม  สยามบุรินทร์

เมื่อเรื่องราว  ข่าวกรอง  ถึงหงสา

 

สร้างโกรธา  บุเรงนอง  ไม่จบสิ้น

ขอสองเชือก  ช้างงา  มาธานินทร์

 

ไม่สมจินต์  สิ้นสลาย  มิตรไมตรี

จัดเตรียมคน  พลไพร่  คณานับ

 

ยกกองทัพ  ไม่ละลด  บดขยี้

ปรปักษ์  อโยธยา  ราชธานี

 

เพื่อโจมตี  ให้เด็ดขาด  พินาศจม

หงสาวดี  กรีฑา  มาทางเหนือ

 

ไม่มีเหลือ  ปราบมา  อย่างสาสม

ด้วยไพร่พล  หลายแสน  แน่นระงม

 

หวังถล่ม  อยุธยา  ให้คามือ

ถึงที่ไหน  ได้เมือง  ไม่ยากนัก

 

คิดจะหัก  พิษณุโลก  ไม่ให้หือ

พระเจ้าแปร  ตีไม่ไหว  ให้ร่ำลือ

 

ไว้ลายชื่อ  รบกระเดื่อง  เมืองสองแคว

ในที่สุด  เพื่อรักษา  ประชาไว้

 

ต้องยอมให้  จำนน  เป็นคนแพ้

ธรรมราชา  เกิดแผลใหญ่  ในดวงแด

 

จะขอแก้  คืนอาย  ภายหลังมี

การสงคราม  กับหงสา  ต้องเสียเลือด

 

รบดุเดือด  เลือดเนื้อ  เพื่อศักดิ์ศรี

แต่อาวุธ  อยุธยา  ไม่ค่อยมี

 

เกรงเสียที  ประชาช้ำ  จำแพ้ภัย

     ๏ บุเรงนอง  วางอำนาจ  ชาติเมืองขึ้น    

 

อย่าขัดขืน  พาที  มีเงื่อนไข

จงจัดส่ง  เชลยศักดิ์  จากเมืองไทย

 

ให้นำไป  โดยประจำ  อย่าอำพราง

พระสุนทร  สงคราม  และจักรี

 

สุดหลีกลี้  เชลยไทย  ไม่ขัดขวาง

รวมธิดา  พระมหินทร์  อีกหนึ่งนาง

 

ร่วมเดินทาง  คือพระพิ-  จิตรจินดา

องค์สำคัญ  นั้นไม่อาจ  จะขาดได้

 

คือเจ้าชาย  พิษณุโลก  โศกนักหนา

พระวิสุทธิ์  กษัตรี  ศรีมารดา

 

เปรียบปิ่มว่า  พระหทัย  สิ้นทานทน

แม้นปวดร้าว  แร้นแค้น  แสนสาหัส

 

ถึงพรากพลัด  บ้านเมือง  ก็ไม่สน

นเรศวร  องค์ดำ  จำอดทน

 

แสดงตน  เยี่ยงนักรบ  อย่างครบครัน

บุเรงนอง  สถาปนา  พระมหินทร์

 

ครองแผ่นดิน  อยุธยา  จึงน่าหวั่น

รามณรงค์  ใกล้ชิด  สนิทกัน

 

คงถึงวัน  อยุธยา  น่ากังวล

พระองค์ดำ  ย่ำพม่า  ด้วยท่าแกร่ง

 

ไม่สิ้นแรง-  เรี่ยวล้า  หน้าเข้มข้น 

ขุนเมืองนำ  มาถวาย  ด้วยไก่ชน

 

ไทยทุกคน  รู้จักพันธุ์  บ้านกร่างดี

     ๏ ฝ่ายมหา  จักรพรรดิ  แสนกลัดกลุ้ม   

 

ตกในกลุ่ม  ศัตรู  ดูหมองศรี

ทำอุบาย  ออกบวช  จึงได้ที

 

ธุดงค์หนี  รอนแรม  สู่พารา

นเรศวร  อยู่ต่อหน้า  เหล่าข้าศึก

 

รู้สำนึก  ตัวจำนำ  ช้ำนักหนา

เพียงวัยรุ่น  ครุ่นคิด  ถึงมารดา

 

ชันษา  ยังเยาว์  เฝ้าอาลัย

ความโดดเด่น  เป็นสง่า  และกล้าหาญ

 

ทุกเหตุการณ์  อดกลั้น  ไม่หวั่นไหว

บุเรงนอง  ปองรัก  อย่างปักใจ

 

เลี้ยงดูไว้  เป็นบุตร  ดุจลูกจริง

ชะรอยบุญ  หนุนไทย  ให้เป็นชาติ

 

ไม่พินาศ  สูญเสีย  ไปทุกสิ่ง

ทั้งองค์ดำ  องค์ขาว  เพริดพราวจริง

 

เป็นพระมิ่ง  ยอดสวรรค์  บันดาลดล

ตลอดชีพ  ของพระองค์  ทรงเห็นศึก

 

จิตใจคึก  รุกรุม  ทุกขุมขน

ทอดพระเนตร  เหตุการณ์  ผ่านยินยล

 

เห็นผู้คน  ล้มตาย  หลายหมื่นพัน

ความลำบาก  ยากแค้น  ของชาวบ้าน

 

เหล่าทหาร  ร่วมแรง  สู้แข็งขัน

ลักษณะภูมิ-  ประเทศ  เขตสำคัญ

 

รู้แผนการณ์  รณรงค์  ฝ่าสงคราม

ใช้อาวุธ  ยุทธวิธี  ทางหนีไล่

 

เมื่อสงสัย  พระองค์  ทรงไต่ถาม

พระบิดา  แถลงถ้อย  กระทงความ

 

ท่านทรงจำ  ประทับไว้  ไม่ลืมเลือน

การเกิดศึก  ทุกครั้ง  ทรงใกล้ชิด

 

บิดาคิด  ปลื้มใจ  หาใครเหมือน

ยามพารา  เหมือนฟ้า  ไร้ดวงเดือน

 

จะลืมเลือน  เมื่อถึงคราว  เจ้าขึ้นครอง

     ๏ ปิตุรงค์  ทรงปลูกฝัง  และสั่งสอน

 

อย่าอาวรณ์  ภาพพจน์  ที่เศร้าหมอง

ถึงเวลา  เติบใหญ่  ดังหมายปอง

 

เข้าครอบครอง  แก้แค้น  ให้ชาวไทย 

ชะตากรรม  จำต้องพลี  ทั้งศรีศักดิ์

 

แม้ลูกรัก  พรากกัน  อัดอั้นได้

อยุธยา  ยังขุ่นข้อง  และหมองใจ

 

รอลูกชาย  พลิกฟื้น  ให้คืนมา

ธรรมราชา  ขอฝากองค์  พระทรงศรี

 

ด้วยวจี  ทีถ้อย  สิเนหา

อดทนทำ  ทุกอย่าง  เพื่อพรางตา

 

หน่วงเวลา  กู้ศักดิ์ศรี  ที่องค์ดำ

บรรยากาศ  สาวดี  ศรีวิไล

 

หลายเจ้าชาย  เมืองขึ้น   ถูกมองข้าม

เว้นแต่เพียง  นเรศวร  พระองค์ดำ

 

บุตรบุญธรรม  ยอดตะเลง  บุเรงนอง

     ๏ ราชพง-  สาวดาร  เขียนขานไว้

 

ว่าหลานชาย  เจ้าหงสา  ตั้งหน้าจ้อง

เกลียดชิงชัง  ตั้งแง่  เฝ้าแลมอง

 

มุ่งหมายปอง  จ้องเขม่น  ดูหมิ่นไทย

สมัยนั้น  การกีฬา  ยอดนิยม

 

ชื่นชอบชม  ของคน  คือชนไก่

มังกะยอ  ชะวา  กล้าท้าทาย

 

ขอชนไก่  พันธุ์บ้านกร่าง  ขององค์อินทร์

มังกะยอ  ชนไก่  เป็นฝ่ายแพ้

 

กล่าวคำแก้  อวดเหลิง  เชิงดูหมิ่น

ไก่เชลย  เก่งจริงหนอ  พอได้ยิน

 

องค์นรินทร์  มิละลด  พจน์เปรียบเปรย

“ไก่เชลย  ตัวนี้  มิใช่เล่น

 

ดังที่เห็น  สู้ชน  กันเฉยเฉย

จะเดิมพัน  กินบ้านเมือง  ก็เชิญเลย

 

อย่านิ่งเฉย  เจ้ามังกะ  ยอชะวา”

ทรงดำรัส  ตรัสตอบ  ได้ทุกเมื่อ

 

สมชาติเชื้อ  ลูกกษัตริย์  เสียจริงหนา

ทรงย้อนรอย  ด้วยคารม  สมวิญญา

 

กะยอชะ-  วาหน้าบึ้ง  กลับอึ้งไป

เก็บความขุ่น  แค้นเคือง  ไว้เบื้องหลัง

 

จะสะสาง  ค้างชำระ  ให้จงได้

แม้ท่ามกลาง  ราชอริ  มิกลัวใคร

 

ด้วยพระทัย  หาญกล้า  ปัญญาคม

พระเยาว์วัย  ฉายแวว  เป็นนักสู้

 

ทั้งรอบรู้  ปฏิภาณ  เชี่ยวชาญสม

เป็นชาติเชื้อ  กษัตริย์  ขัตย์บรม

 

เลือดผสม  สุโขทัย  อยุธยา

     ๏ ฝ่ายองค์ข่าว  พราวพรรณ  ขวัญใจแม่

 

ห่วงดูแล  เปรื่องปราชญ์  ขาดเชษฐา 

ทรงอยู่ด้วย  พระสุพรรณ-  กัลยา

 

ที่พารา  พิษณุโลก  โศกอาดูร

เพราะบ้านเมือง  มีเรื่องรบ  ไม่จบสิ้น

 

พระมหินทร์  ครองราชย์  อาจสิ้นสูญ

ความขัดแย้ง  ในญาติวงศ์  คงเพิ่มพูน

 

มหินทร์หนุน  จุนเจือ  รามณรงค์

ให้บัญชา  หัวเมือง  ด้านฝ่ายเหนือ

 

ไม่หลงเหลือ  ศักดิ์ศรี  ที่สูงส่ง

ลดอำนาจ  พระมหาธรรม-  ราชาลง

 

รามณรงค์  ทำกระเดื่อง  ทั่วแดนดิน

ธรรมราชา  คงจงรัก  ภักดีวงศ์

 

แม้ขึ้นตรง  หงสา  พม่าสิ้น

ยามโอนอ่อน  ผ่อนปรน  พ้นราคิน

 

เพื่อแผ่นดิน  อยู่รอด  และปลอดภัย

พระมหินทร์  ทรงระแวง  เคลือบแคลงจิต

 

พระองค์คิด  ขัดแย้ง  แฝงสงสัย

ธรรมราชา  พยายาม  ตามคลี่คลาย

 

เพราะห่วงใย  ราชบุตร  สุดฤดี

อยากหาความ  ปรองดอง  สมานฉันท์

 

ห่วงลูกขวัญ  เมียรัก  จักหมองศรี

ห่วงบ้านเมือง  อยุธยา  ราชธานี

 

หาวิธี  ผ่อนปรน  แต่จนใจ

     ๏ นเรศวร  องค์ชาย  ในพม่า 

 

ได้ศึกษา  วิชาการ  จนเติบใหญ่

รู้ภาษา  รามัญ  พม่าไทย

 

รู้นิสสัย  ความแยบยล  รู้กลลวง

บุเรงนอง  ต้องใจ  ได้พร่ำสอน

 

ห่วงอาวรณ์  เฝ้าอบรม  ไม่เคยหวง

องค์นเรศร์  แตกฉาน  การทั้งปวง

 

เหมือนเป็นดวง  คนดี  ศรีอยุธยา

ยุทธศาสตร์  การเมือง  เรื่องการยุทธ

 

ใช้อาวุธ  ใช้แผน  กระบวนท่า

รู้เคล็ดลับ  ฝ่ายศัตรู  ผู้บีฑา

 

รู้ปัญญา  รู้นิสสัย  ได้อย่างดี

ยิ่งนานวัน  ชันษา  เจริญวัย

 

ยิ่งรู้ใจ  รู้แหล่ง  สถานที่

ในหัวอก  พกความแค้น  แสนทวี

 

ถึงหกปี  ในฐานะ  ตัวประกัน

มากกว่าครึ่ง  ทศวรรษ  อึดอัดแท้

 

มีเพียงแต่  ร่องรอย  แห่งความฝัน

เฝ้ารวบรวม  สวมชีวิต  จิตวิญญาณ

 

ปณิธาน  แน่วแน่  แก้ล้างอาย

พระมารดา  ภคิณี  อนุชา

 

พระบิดา  คิดถึงอยู่  มิรู้หาย

ปล่อยคืนวัน  หมุนเวียน  ให้เปลี่ยนไป

 

โตเมื่อใด  จะขอสู้  กู้แผ่นดิน

ทุกทิวา  ราตรี  ที่หงสา

 

แสงเจิดจ้า  สว่างไสว  ทั่วไปสิ้น

เสียงดนตรี  ปี่ชวา  เป็นอาจิณ

 

ได้ยลยิน  เหมือนสุข  แต่ทุกข์ใจ

ป่านฉะนี้  ศรีสยาม  ยามทิวา

 

คงออกมา  หาเสบียง  เตรียมพร้อมไว้

ยามราตรี  คงละเหี่ย  เพลียกายใจ

 

คงหลับใหล  ปนสะอื้น  ฝืนฤดี

พิษณุโลก  วังจันทร์  ถิ่นกำเนิด

 

แหล่งที่เกิด  สมรักษ์  มีศักดิ์ศรี

อยู่เป็นสุข  ทุกทิวา  ทุกราตรี

 

ไม่เคยมี  หม่นหมอง  ต้องหทัย

หวนคิดถึง  อัยกี  ผู้พลีชีพ

 

จะต้องรีบ  แก้แค้น  ให้จงได้

ทุกเหตุการณ์  ผ่านชีวิต  ฝังติดใจ

 

นานเท่าไร  ก็ไม่หวั่น  ฉันจะรอ

กาลเวลา  พ้นผ่าน  มานานนัก

 

เป็นเรื่องหนัก  ธรรมราชา  เสด็จพ่อ

แสดงความ  ภักดี  ยังมิพอ

 

พระมหินทร์  ไม่ขอ  จะคืนดี

แม้พิษณุโลก  ขึ้นตรง  ต่อหงสา

 

ธรรมราชา  กล้ำกลืน  ฝืนเต็มที่

สู้อดทน  ชอกช้ำ  กล้ำฤดี

 

รอวันที่  ราชโอรส  จะกลับมา

     ๏ มีครั้งหนึ่ง  เมืองเหนือ  กระด้างเดื่อง

 

เกิดแข็งเมือง  ไม่ไยดี  ต่อหงสา

พระมหินทร์  ส่งทัพ  ธรรมราชา

 

ได้ถือว่า  ทัพจากไทย  ไปปราบปราม

ธรรมราชา  ปฏิบัติ  ตามคำสั่ง

 

ไม่รอรั้ง  ขัดขืน  ยังเกรงขาม

พระมหินทร์  สั่งให้  พระยาราม 

 

คุมเขตคาม  ฝ่ายเหนือ  เพื่อระวัง

เพราะความชิด  สนิทใกล้  กับหงสา

 

ทรงคิดว่า  พิษณุโลก  ใจออกห่าง

จ้องกำจัด  เสียจนได้  ให้วายวาง

 

มองเหมือนดัง  ว่าพี่เขย  คือศัตรู

     ๏ เหตุพระไชย-  เชษฐา  แห่งลานช้าง

 

ใจออกห่าง  พม่า  พาต่อสู้

บุเรงนอง  นำมเหสี  ไปอุ้มชู

 

คิดหาคู่  คนใหม่  ไว้เชยชม

เสาะสืบข่าว  ราชธิดา  มหากษัตริย์

 

จักรพรรดิ์  สุริโยทัย  เห็นเหมาะสม

คือพระเทพ  กษัตรี  ศรีบรม

 

ขอสร้างสม  สัมพันธ  ไมตรี

อยุธยา  เห็นด้วย  เพื่อช่วยทัพ

 

หวังเตรียมรับ  ศึกใหญ่  ไม่อาจหนี

แต่สมเด็จ  พระเทพ  กษัตรี

 

ราชเทวี  พระองค์  ทรงประชวร

ราชธิดา  แก้วฟ้า  ถูกให้ส่ง

 

ไม่ประสงค์  ไชยเชษฐา  จึงพาหวน

เลื่อนอภิเษก  สมรส  ไปพอควร

 

เมื่อประชวร  หายดีแล้ว  จึงส่งไป

ความทราบถึง  ธรรมราชา  บุเรงนอง

 

ได้แต่งกอง  เข้าประวิง  ชิงตัวไว้

นำเทวี  ไปหงสา  มาแนบกาย

 

เป็นเหตุให้  มหินทรา  พาขัดเคือง

จึงคบคิด  รามณรงค์  ทำสงคราม

 

หวังปราบปราม  พิษณุโลก  ให้สิ้นเรื่อง

แกล้งให้ไชย-  เชษฐา  มาตีเมือง

 

ทำรู้เรื่อง  ยกกองทัพ  ระงับภัย

เมื่อพร้อมกัน  พลันถึง  พิษณุโลก

 

ได้โฉลก  โจมตี  ให้ตักษัย

พระท้ายน้ำ  สีหราช  เดโชชัย

 

นำอุบาย  บอกเล่า  ธรรมราชา

พระจึงส่ง  ม้าเร็ว  ขอกำลัง

 

ช่วยระวัง  พิษณุโลก  จากหงสา

พิษณุโลก  ต่อสู้  อยุธยา

 

ไชยเชษฐา  ทั้งสองทัพ  อย่างแข็งแรง

สองกองทัพ  กลับเมือง  ยอมละมือ

 

เพราะเลื่องลือ  ทัพหงสา  นั้นกล้าแกร่ง

รบหลายวัน  พลันเหี่ยว  สิ้นเรี่ยวแรง

 

และระแวง  ทัพพม่า  ยกมาทัน

     ๏ อันตราย  ใกล้ถึงตัว  ไม่มัวช้า

 

ธรรมราชา  ครวญใคร่  ยิ่งไหวหวั่น

มีหนทาง  ให้ลดหย่อน  ผ่อนปรนกัน

 

ต้องฉับพลัน  ชิงกรุงศรี  สิ้นเรื่องไป

จึงไปขอ  พม่า  หงสาวดี

 

มาช่วยที  ศรีอยูธยา  อย่าสงสัย

เพราะถูกพราก  ทั้งครอบครัว  นำตัวไป

 

ช้ำพระทัย  พระวิสุทธิ์  กษัตรี

พระสุพรรณ  พระเอกา  ทศรถ

 

แสนรันทด  พร้อมมารดา  มากรุงศรี

สุดระทม  ขมขื่น  ฝืนฤดี

 

ถูกกักที่  สวนหลวง  ตำหนักวัง

     ๏ บุเรงนอง  รับคำ  ธรรมราชา

 

ทัพพม่า  เข้าทางเหนือ  เพื่อมุ่งหวัง

ล้มอำนาจ  อยุธยา  ให้อับปาง

 

ลบบาดหมาง  ให้สูญสิ้น  เรื่องกินใจ

อุปราช  พระเจ้าแปร  และตองอู

 

ทัพอังวะ  คอยดู  พวกไทยใหญ่

ราชบุตร  สาวดี  ให้ร่วมไป

 

ทัพเชียงใหม่  สมทบ  ทัพเชียงตุง

บุเรงนอง  คุมห้าหมื่น  เป็นทัพหลวง

 

พลทั้งปวง  ฮึกเหิม  เดิมหมายมุ่ง

แม่ละเมา  ใช้เป็นด่าน  ผ่านสู่กรุง

 

ล้อมเป็นถุง  สี่ด้าน  ชานพารา

     ๏ คราครั้งนั้น  จอมนรินทร์  ปิ่นนเรศร์

 

ตามเสด็จ  กองทัพหลวง  ด้วยห่วงหา

อยากใคร่พบ  สบพระพักตร์  พระมารดา

 

อนุชา  พระพี่นาง  ที่ห่างไกล

ทัพพม่า  มาถึง  จึงปิดล้อม

 

ตั้งค่ายอ้อม  อยุธยา  หยุดเคลื่อนไหว

ลาดตระเวน  ทางเรือ  จากเหนือไป

 

ทางทิศใต้  จนถึง  ธนบุรี

จากหงสา  บุเรงนอง  ย่ำกลองศึก

 

หัวใจคึก  หวังชนะ  ไม่ผละหนี

หัวใจโหด  เหี้ยมหาญ  ชาญต่อตี

 

ลวงไพรี  ด้วยเล่ห์กล  ทุกหนทาง

ให้เจ้าแปร  ไล่จับ  จีนจังจิ๋ว

 

เรือแล่นลิ่ว  ล่องทะเล  หลีกขัดขวาง

บุเรงนอง  คาดโทษไว้  ให้ระวัง

 

เป็นเยี่ยงอย่าง  ความผิด  ติดประจาน

    ๏ พม่าเร่ง  เอาชัย  ใกล้น้ำหลาก

 

กลัวลำบาก  เกรงไพร่พล  จะเสียขวัญ

สั่งตีหัก  หอรบ  จนครบครัน

 

รอบทุกด้าน  วางกำลัง  ข้างนคร

เจ้าหงสา  สั่งถมดิน  ปีนข้ามค่าย

 

ให้เฝ้าไว้  โดยแม่ทัพ  นับทุกก้อน

เป็นเป้านิ่ง  ถูกยิงตาย  ทุกขั้นตอน

 

ยิ่งเร่าร้อน  ทหารพม่า  ตายคาดิน

สั่งลูกน้อง  ตายเป็นเบือ  เพื่อไม่แพ้

 

ยอมได้แม้  แต่ชีวิต  จะสูญสิ้น

สั่งให้ถม  ร่างของคน  ปนมูลดิน

 

เพื่อหวังปีน  ประชิด  ติดกำแพง

     ๏ ทางกรุงศรี  มีสองฝ่าย  ที่ใจสู้

 

ยิงศัตรู  สู้ตาย  ไม่หน่ายแหนง

อีกฝ่ายหนึ่ง  กลัวลำบาก  ยากสิ้นแรง

 

ความแห้งแล้ง  เหลืออด  หมดเสบียง

มหาเทพ  และพระศรี  เสาวราช

 

รบองอาจ  ยื้อยุด  อย่างสุดเหวี่ยง

ฝึกกำลัง  พลอาสา  มาพอเพียง

 

พม่าเสี่ยง  เมื่อใด  ตายเป็นเบือ

ฝ่ายพม่า  เข้าตี  ตรงที่ไหน

 

ทหารไทย  ตีต้าน  ผลาญทุกเมื่อ

เสบียงพม่า  หาง่าย  ได้เหลือเฟือ

 

ของไทยเหลือ  หายาก  ลำบากใจ

     ๏ บุเรงนอง  ตรองตรึก  นึกหวนคิด

 

วางประชิด  กำลัง  ล้อมเมืองไว้

ลาดตระเวน  รายล้อม  อ้อมเมืองไป

 

ทหารไทย  พลอาสา  ออกราวี

จึงเรียกให้  ธรรมราชา  ปรึกษาด้วย

 

ขอให้ช่วย  คิดการ  เรื่องกรุงศรี

จะแนะนำ  ฉันใด  จึงจะดี

 

ยึดกรุงศรี  เสียให้ได้  ก่อนน้ำมา

พระมหา  ธรรมราชา  จึงขอร้อง

 

บุเรงนอง  เมื่อมีชัย  ให้รักษา

อย่าทำลาย  กรุงศรี  อยุธยา

 

เจรจา  ความได้  ไว้ใจกัน

ทำหนังสือ  ขอตัว  พระยาราม

 

เป็นเนื้อความ  ให้สายลับ  ลอบส่งสาสน์

ถึงวิสุทธิ์  กษัตรี  มีไปพลัน

 

พูดจากัน  กับพระปิ่น  มหินทรา

     ๏ อยุธรา  เมืองแมน  แสนรันทด

 

เศร้าสลด  จักรพรรดิ  ถึงตักษา

ยังเศร้าโศก  กำสรวล  มวลประชา

 

กษัตรา  พระมหินทร์  ดิ้นเดียวดาย

แสนเป็นห่วง  ปราสาท  ราชมณฑป

 

จะต้องพบ  ความย่อยยับ  ดับสลาย

ทั้งไพร่พล  ชาวประชา  พาล้มตาย

 

จะวอดวาย  เพราะการรบ  ไม่จบลง

จัดภิกษุ  สี่รูป  ผู้นำสาร

 

ขุนทหาร  พระยาราม  ถูกนำส่ง

ปรารถนา  การรบ  ให้จบลง

 

เพื่อประสงค์  เลิกกัน  ฉันท์ไมตรี

     ๏ บุเรงนอง  เรียกประชุม  พวกกลุ่มเจ้า 

 

แจ้งเรื่องราว  ข่าวรบ  จากกรุงศรี

พวกพม่า  แค้นใจ  ไม่ไยดี

 

พวกตนพลี  ชีวิต  ไปมากมาย

อยุธยา  ลำบาก  ถึงขั้นนี้

 

จะเสียที  พลาดท่า  เสียจนได้

บุเรงนอง  ตระบัดสัตย์  ขึ้นทันใด

 

ร่างสาส์นใหม่  ไปส่ง  ในธานี

ขอให้องค์  มหินทรา  ออกมาน้อม

 

จึงจะยอม  ลงเอย  ด้วยศักดิ์ศรี

อ้างเหตุผล  คนตาย  กับไมตรี

 

ชาวบุรี  จัดกลุ่ม  ประชุมกัน

อยุธยา  จัดประชุม  กลุ่มนักรบ

 

ไม่น้อมนบ  ข้าศึก  ไม่นึกพรั่น

ขอสู้ตาย  ในการรบ  จนครบครัน

 

ถึงเจ็ดวัน  ไม่ออกไป  เจรจา

บุเรงนอง  ต้องวิตก  อกจะแตก

 

เห็นเรื่องแปลก  ดังนั้น  หันปรึกษา

สมเด็จพระ  มหา  ธรรมราชา

 

ขอเจรจา  ราชธานี  ด้วยตนเอง

มหาเทพ  เห็นราชา  เข้ามาเสี่ยง

 

นั่งเสลี่ยง  สั่งยิง  ให้ตรงเผง

ธรรมราชา  ต้องโดดหนี  อย่างกลัวเกรง

 

พวกตะเลง  ครุ่นคิด  จิตวกวน

     ๏ การต่อสู้  กับพม่า  อย่างกล้าหาญ

 

เพราะมีขวัญ  รุกรับ  ไม่สับสน

ด้วยพระศรี  เสาวราช  ปราชญ์เชิงกล

 

รุกเข้าชน  ด้วยกำลัง  เคลื่อนที่เร็ว

ทุกวันคึก  ฝึกฟันดาบ  ในรั้ววัง

 

กังวานดัง  เย้ยพม่า  คว้าน้ำเหลว

รอถึงวัน  น้ำหลาก  มาโดยเร็ว

 

ทหารเลว  อยุธยา  แกร่งกล้าเกิน

     ๏ ผู้ชนะ  สิบทิศ  จิตครั่นคร้าม

 

กรุงสยาม  ชัยภูมิ  ใช่ตื้นเขิน

ทหารไทย  ใจกล้า  เสียเหลือเกิน

 

หากไม่เดิน  หมากกล  เห็นจนใจ

จึงร้องขอ  ธรรมราชา  ปรึกษาด้วย

 

ขอให้ช่วย  จัดการ  บ้านเมืองให้

ขอแค่เพียง  หงสาวดี  นั้นมีชัย

 

จะมอบให้  เป็นกษัตริย์  จัดปกครอง

ไม่ทำลาย  มณเฑียร  และปราสาท

 

เศวตฉัตร  วัดอาราม  และข้าวของ

ทั้งวังหลวง  ปวงราษฎร์  อันเรืองรอง

 

ไม่แตะต้อง  บ่อนทำลาย  ให้จาบัลย์

     ๏ ในครานั้น  อยุธยา  ราชธานี

 

สามัคคี  ดีเลิศ  บรรเจิดขวัญ

นำพระยา  จักรี  ตัวประกัน

 

มาสาบาน  วางแผน  อย่างแยบยล

ทำลวงล่อ  หลบเข้าไป  เป็นไส้ศึก

 

จักรีนึก  ไปมา  น่าฉงน

เห็นความตาย  จะไม่เกิด  แก่ผู้คน

 

อาจเป็นผล  ทางดี  ที่ผ่อนคลาย

ขันอาสา  ข้าศึก  เข้ากรุงศรี

 

ทำเป็นหนี  ที่คุมขัง  ออกมาได้

ฝ่ายพม่า  ฉ้อฉล  กลอุบาย

 

นำคนตาย  ตัดหัว  เสียบประจาน

     ๏ มหินทรา  ปราณี  ยินดีรับ

 

ให้คุมทัพ  สู้ศึก  ไม่นึกผัน

หายนะ  จะบังเกิด  ในเร็ววัน

 

ไว้ใจกัน  ลึกซึ้ง  จึงเสียกรุง

ต้องสูญเสีย  พระยาราม  เพราะหลงแผน

 

ได้ทดแทน  ด้วยจักรี  มีหมายมุ่ง

หวังมอบให้  บัญชาการ  รักษากรุง

 

ช่วยผดุง  กองทัพ  กลับวุ่นวาย

อันสมเด็จ  พระศรี  เสาวราช

 

ลดบทบาท  กำลังพล  จนเสียหาย

แกล้งเพ็ดทูล  ขุ่นแค้นเคือง  เรื่องขัดใจ

 

ต้องตักษัย  เพราะองค์อินทร์  มหินทรา

ทหารแกร่ง  แข็งกล้า  เอามาหลัง

 

ทหารยัง  อ่อนแอ  เอาไว้หน้า

ป้อมสำคัญ  ป้องกันน้อย  ด้อยอัตรา

 

ถึงเวลา  ส่งสัญญาณ  ผลาญโจมตี

มหาเทพ  ใจหาญ  รบฟันฝ่า

 

ล้างปัจจา  ฆ่าฟัน  ไม่หันหนี

พลีชีพให้  ไม่ระย่อ  ต่อไพรี

 

สิ้นชีวี  แล้วข้าศึก  ยังนึกกลัว

ทหารไทย  ใจกล้า  หันหน้าสู้

 

บานประตู  ถูกเปิด  เพราะคนชั่ว

จนสุดท้าย  พ่ายแพ้  เพราะเมามัว

 

จึงหมดตัว  สูญสิ้น  แผ่นดินทอง

     ๏ พระมหา  ธรรมราชา  ขึ้นครองราชย์

 

เป็นกษัตริย์  นั่งบัลลังก์  อย่างเศร้าหมอง

อยุธยา  บอบช้ำ  น้ำตานอง

 

ถูกครอบครอง  เอกราช  อนาถใจ

บุเรงนอง  นำมหินทร์  ไปหงสา

 

พร้อมพระยา  จักรี  ผู้สาวไส้

เข้าริบทรัพย์  สมบัติ  กวาดต้อนไทย

 

ขนเอาไป  เป็นเชลย  เชยสงคราม

ทิ้งหนึ่งพัน  ทหารกล้า  สาวดี

 

ขุนนางมี  หนึ่งพัน  ชาวสยาม

พลเมือง  เหลือหมื่น  ในเขตคาม

 

สั่งให้ทำ  เมรุ  ถวายเพลิง

เจ็ดวันคืน  มหรสพ  ครบฉลอง

 

ไทยเศร้าหมอง  แต่ว่า  พม่าเหลิง

ทั้งย่ำยี  บีฑา  หน้ารื่นเริง

 

เหมือนมีเพลิง  เผาใจ  ให้อบอวล

พระองค์ทรง  ปรึกษา  มเหสี

 

ส่งบุตรี  เปลี่ยนแลก  นเรศวร

บุเรงนอง  ต้องใจ  ไม่เรรวน

 

นเรศวร  จึงเคียงคู่  อนุชา

กษัตริย์ไทย  ใช้ชีวิต  มาโชนโชค

 

ผ่านทุกข์โศก  สับสน  จนทั่วหน้า

บนตำแหน่ง  เศวตฉัตร  กษัตรา

 

คิดมุ่งหน้า  กอบกู้  ให้รู้จริง

ประเทศชาติ  แร้นแค้น  แสนเทวษ

 

เนื่องจากเหตุ  เภทภัย  เลวร้ายยิ่ง

เหล่าขุนนาง  ยังสงสัย  น้ำใจจริง

 

ตั้งใจนิ่ง  พัฒนา  มิอาวรณ์

     ๏ พระเอกา  นเรศวร  โอรสา 

 

พระบิดา  มารดา  ทรงพร่ำสอน

ขวัญใจองค์  ราชา  เอื้ออาทร

 

ดังพระกร  ซ้ายขวา  สง่างาม

การบ้านเมือง  อยุธยา  ในครานั้น

 

มีเหตุการณ์  สับสน  จนน่าขาม

จัดระเบียบ  แบบอย่าง  หลังสงคราม

 

ลบรอยช้ำ  เมื่อแผ่นดิน  สิ้นศัตรู

กุศโลบาย  ขายผ้า  เอาหน้ารอด

 

จำต้องทอด  พลีกาย  แม้ใจสู้

ยอมอดเปรี้ยว  ไว้กินหวาน  ผลาญศัตรู

 

เพราะว่ารู้  น้ำเชี่ยว  ไม่ขวางเรือ

จากวันนี้  ต้องรอ  ราชโอรส

 

ถึงกำหนด  คงไว้ลาย  ชายชาติเสือ

สืบพงษ์เผ่า  เหล่ากอ  พอจุนเจือ

 

ด้วยมีเชื้อ  ชาติกษัตริย์  ขัตติยา

คอยวันคืน  ฟื้นชาติ  ให้ยิ่งใหญ่

 

เพื่อชาวไทย  สิ้นทุกข์  สุขหรรษา

ทศรถ  นเรศวร  ราชนัดดา

 

กษัตรา  จักรพรรดิ  สุริโยทัย

     ๏ นับแต่ปี  สองพัน  หนึ่งร้อยหก

 

สุดวิโยค  โศกจริง  ยิ่งไฉน

พระองค์ดำ  จำร้าง  ห่างเมืองไป

 

อยู่ภายใต้  การดูแล  ของตะเลง

ได้คืนกลับ  ตอนเสียกรุง  แสนยุ่งเหยิง

 

ไม่ร่าเริง  ทุกข์ตรม  ถูกข่มเหง

เหมือนบังคับ  ให้เป็นชาย  ใจนักเลง

 

กระฉับกระเฉง  เก่งกาจ  องอาจจริง

แสนสงสาร  พระสุพรรณ  กัลยา

 

เวทนา  ต้องลำเค็ญ  ด้วยเป็นหญิง

พระมารดา  น้ำตาร่วง  สุดท้วงติง

 

ยอมทุกสิ่ง  เพื่อสยาม  ยามปราชัย

คิดถึงองค์  พระมหินทร์  สิ้นชีวิต

 

เพราะดวงจิต  ตรอมตรม  ระทมไหม้

สวรรคต  ที่เมืองแครง  นอกเขตไทย

 

มิได้ไป  ถึงพม่า  หงสาวดี

เจ้าพระยา  จักรี  มีชนัก

 

อยู่ไปหนัก  หงสา  พาเสื่อมศรี

บุเรงนอง  ให้ประหาร  ผลาญชีวี

 

แม้บุรี  ของตน  ยังโค่นลง

     ๏ ต่อไปนี้  ศรีสยาม  อาณาจักร

 

ต้องตระหนัก  หักศัตรู  สู่ประสงค์

เอกราช  ชาติไทย  หมายมั่นคง

 

หวังพึ่งองค์  นเรศวร  และเอกา

ความเข้าใจ  ไทยทั้งผอง  ต้องพิสูจน์

 

บริสุทธิ์  ต่อชาติ  ศาสนา

แม้ตนเอง  ตรากตรำ  ซ้ำชรา

 

ธรรมราชา  ไม่ล้าถอย  ปณิธาน

นเรศวร  พระเอกา  พระทรงยศ

 

เกียรติปรากฏ  เกรียงไกร  ใจอาจหาญ

เก็บรอยแค้น  แน่นอุรา  มาช้านาน

 

สิ่งต้องการ  ผลาญศัตรู  กู้บ้านเมือง

ได้ช่วยเหลือ  ราชการ  งานบิดา

 

หมั่นศึกษา  ประเพณี  อย่างต่อเนื่อง

ปณิธาน  สร้างไทย  ให้รุ่งเรือง

 

พลเมือง  ศรัทธา  พระทรงชัย

ธรรมราชา  ถวายลูก  พระพนรัตน์

 

สังฆราช  หัดเชิงยุทธ  ทันสมัย

ฝึกเพลงดาบ  เพลงทวน  ล้วนว่องไว

 

ท่านสอนให้  จนหมด  คชกรรม

สองพระองค์  ทรงเป็นศิษย์  วัดป่าแก้ว

 

รบคล่องแคล่ว  กระบวนท่า  จนคราคร่ำ

วิทยายุทธ  สูงส่ง  พระองค์ดำ

 

พยายาม  ตามคำสอน  สั่งอบรม

ชายฉกรรจ์  หาญกล้า  กลับมามาก

 

สู่สำนัก  ฝึกศาสตรา  ที่อาศรม

ซ้อมชนช้าง  ข้างวัง  ดังระงม

 

น่าชื่นชม  สำนักดาบ  ปราบภัยพาล

สำหนักหนึ่ง  ซึ่งเกริกไกร  ใช้อาวุธ

 

ที่เยี่ยมยุทธ  คือพุท-  ไธสวรรย์

เป็นแหล่งราม  ยอดนักรบ  ที่ครบครัน

 

เคยประจัน  ข้าศึก  ที่ฮึกมา

     ๏ ศักราช  สองพันหนึ่ง  ร้อยสิบสาม

 

ชาวสยาม  ภูมิใจ  เป็นหนักหนา

สมเด็จพระ  มหา  ธรรมราชา

 

สถาปนา  ยุพราช  ของชาติไทย

นเรศวร  ขึ้นปกครอง  เมืองสองแคว

 

จึงต้องแปร  ราชฐาน  ถิ่นอาศัย

มีหน้าที่  ป้องกันเหตุ  และเภทภัย

 

หัวเมืองไหน  แข็งกร้าว  เข้าปราบปราม

คอยตามข่าว  เจ้าสุพรรณ  กัลยา

 

เมืองพม่า  คิดอย่างไร  ต่อสยาม

หาข่าวกรอง  ของบ้านเมือง  เรื่องสงคราม

 

ให้ติดตาม  ทุกฝีก้าว  เฝ้าธานี

ประชาชน  คนเมืองเหนือ  ยังสูญหาย

 

หนีกระจาย  ไม่อยู่  อย่างเต็มที่

ทรงรวบรวม  เป็นหมวดหมู่  สู่บุรี

 

หาวิธี  นำกลับ  สภาพเดิม

ทรงกระตุ้น  รุ่นหนุ่ม  ให้หาญคึก

 

พร้อมสู้ศึก  รักไทย  ใจฮึกเหิม

การต่อสู้  รู้บกพร่อง  ต้องแต่งเติม

 

เตรียมส่งเสริม  ยุทธปัจจัย  ให้ต่อเต็ม

ผู้ทรงฤทธิ์  พิษณุโลก  พระนเรศร์

 

ทรงปกเกศ  เข้าใจ  ฤทัยเข้ม

ชาวสองแคว  ก็มิใช่  คนใจเค็ม

 

หัวใจเต็ม  เกินคิด  จิตศรัทธา

บางระกำ  นครไทย  ใกล้วัดโบสถ์

 

เนินมะปรางค์  ยังโกรธ  พวกพม่า

ชาติตระการ  วังทอง  ล่องลงมา

 

ขันอาสา  บางกระทุ่ม  พรหมพิราม

ชาตินักรบ  ชายหนุ่ม  ลุ่มสองแคว

 

ตั้งใจแน่  กู้ไทย  ไม่เกรงขาม

ทุกคนกลับ  จับดาบสู้  คู่องค์ดำ

 

ทั่วเขตคาม  ใช่คนบาป  จับดาบฟัน

เตรียมต่อต้าน  สาบานสู้  ผู้รานรุก

 

โถมเข้าบุก  ได้รู้ชั่ว  ไม่มัวพรั่น

ใครมุ่งร้าย  หมายโรม  โหมประจัน

 

มารบรัน  เมืองสองแคว  แพ้ไม่เป็น

พระทรงสร้าง  ความรัก  สามัคคี

 

ยากจนมี  เหนือใต้  ไม่ซ่อนเร้น

ทรงปลุกใจ  ไม่ให้ขลาด  ชาติร่มเย็น

 

ถือว่าเป็น  คนไทย  ใจดวงเดียว

การเตรียมสู้  รู้เรื่อง  ถึงหงสา

 

เห็นทีท่า  เริ่มระแวง  หวั่นหวาดเสียว

ความใกล้ชิด  สนิทสม  ยังกลมเกลียว

 

อ้างอย่างเดียว  กลัวเขมร  ไล่เกณฑ์คน

     ๏ นับตั้งแต่  เสียกรุง  เรื่องยุ่งนัก

 

เขมรมัก  ลักล่อ  ทำฉ้อฉล

เจ้าพระยา  ละแวก  แปลกชอบกล

 

เข้ามาปล้น  จนเบื่อหน่าย  ใกล้ชายแดน

บุเรงนอง  ข้องใจ  เรียกไต่ถาม

 

ว่าสยาม  คิดอย่างไร  จึงใช้แผน

พระสุพรรณ  กัลยา  ทรงตอบแทน

 

ถูกดูแคลน  ลอบกัด  ต้องจัดการ

การฝึกคน  ขุดคู  ไม่ดูแปลก

 

กลัวละแวก  ใช้กำลัง  ทางทหาร

ขอให้ท่าน  อย่าแคลงใจ  ในเหตุการณ์

 

ตอบฉาดฉาน  พอพระทัย  บุเรงนอง

     ๏ ประวัติศาสตร์  ชาติพม่า  หงสาวดี

 

เคยเป็นที่  ชาวรามัญ  นั้นเจ้าของ

แต่พม่า  ยึดไว้  ได้ครอบครอง

 

มอญต่างจ้อง  คอยเฝ้า  เอาเมืองคืน

มอญไทยใหญ่  ใช่ว่า  สวามิภักดิ์

 

จะจงรัก  ต่อพม่า  อย่าสุดฝืน

อยู่ใกล้ชิด  คิดกัน  ไม่มั่นยืน

 

ทุกวันคืน  มุ่งเข่นฆ่า  เป็นอาจิณ

พระองค์ดำ  จำแม่น  แดนพม่า

 

จำติดตา  ครันครบ  จนจบสิ้น

เก็บความลับ  รู้ไว้  ในองค์อินทร์

 

จนชาชิน  รู้นิสสัย  รู้ใจคอ

     ๏ ในราวปี  สองหนึ่ง  หนึ่งเจ็ดนั้น

 

เมืองเวียงจันทร์  จลาจล  พม่าขอ

ให้เกณฑ์  ทัพอยุธยา  อย่างเพียงพอ

 

มาช่วยต่อ  ตีเวียงจันทร์  ให้บรรลัย

คราครั้งนั้น  นเรศวร  ได้ร่วมทัพ

 

แต่ต้องกลับ  ทนทรพิษ  แทบไม่ไหว

เป็นการรบ  ครั้งแรก  แห่งจอมไทย

 

ไม่ได้ไป  ต้องกลับมา  รักษาตัว

     ๏ ในระหว่าง  ทัพไทย  ไปเวียงจันทร์

 

เขมรหัน  มาลอบกัด  ฟัดไปทั่ว

คิดบังอาจ  กวาดต้อน  อย่างเมามัว

 

ไม่เกรงกลัว  ยกทัพเรือ  เพื่อรุกราน

อยุธยา  ส่งกำลัง  ไปตั้งรับ

 

เขมรกลับ  ไม่กลัว  การต่อต้าน

โหมกำลัง  ล่องทัพเรือ  เพื่อกดดัน

 

ปะทะกัน  ป้อมนายก่าย  แพ้ไทยไป

     ๏ เจ้าเขมร  ชื่อนัก  พระสัฏฐา

 

ส่งพระยา  จีนจันตุ  เข้ามาใหม่

เจอพระศรี  สุริน-  ทราไชย

 

ต้านไว้ได้  อ่อนน้อม  เข้ายอมตน

จีนจันตุ  ได้เข้ามา  สวามิภักดิ์

 

ทำจงรัก  ไปพลาง  เพื่อหวังผล

ไทยชุบเลี้ยง  ถึงสามปี  หนีดิ้นรน

 

แล้วลอบขน  ข้าวของ  ล่องเรือไป

ยี่สิบสี่  ชันษา  นเรศวร

 

พร้อมขบวน  พระเอกา  ไม่ปราศรัย

แล่นเรือตาม  ไปทัน  น่านน้ำไทย

 

เรือเข้าใกล้  ยืนประทับ  บนกราบเรือ

ปืนนกสับ  กระชับแน่น  แม่นฉมัง

 

ยิงไปยัง  จีนผู้ร้าย  ไม่ให้เหลือ

ปลิดชีวิต  จีนสับปรับ  ตายกราบเรือ

 

แต่เหลือเชื่อ  ถูกยิงสวน  จวนถูกองค์

โดนรางปืน  กระบอกแยก  แตกเป็นเสี่ยง

 

ไม่ทรงเลี่ยง  ไล่ติด  พิศวง

พระเอกา  เข้าขวางลำ  จำลดลง

 

สองพระองค์  กลับวัง  อย่างปลอดภัย

ชาวประชา  แซ่ซ้อง  ก้องแดนดิน

 

แม้เรือจีน  แล่นลับ  กลับไปได้

จีนจันตู  ไม่เก่งจริง  ถูกยิงตาย

 

พระเทพไท้  ดังไปทั่ว  คนกลัวเกรง

     ๏ ปีสองพัน  หนึ่งร้อย  ยี่สิบสอง

 

เขมรผยอง  ยกทัพใหญ่  ใจข่มเหง

พระนักสัฏ  ทศราชา  ยกมาเอง

 

ทำอวดเก่ง  เข้าปะทะ  สระบุรี

กองทัพหลวง  หยุดยั้ง  ตั้งโคราช

 

ยังบังอาจ  เตรียมรุก  บุกกรุงศรี

หวังเข้ายึด  เมืองหลวง   ราชธานี

 

ใช้วิธี  จู่โจม  โหมทำลาย

พระองค์ดำ  พระองค์ขาว  ขันอาสา

 

ทหารกล้า  สามพัน  ไม่ขวัญหาย

ซุ่มโจมตี  ทัพหน้าแยก  แตกกระจาย

 

ล่าทัพใหญ่  กลับเขมร  เผ่นเหมือนเดิม

ทั้งสององค์  ดำขาว  พราวไสว

 

นักรบไทย  มาผนึก  อย่างฮึกเหิม

ยุทธวิธี  หนีไล่  ใฝ่เพิ่มเติม

 

ทรงริเริ่ม  รวบรวมทัพ  รับเหตุการณ์

     ๏ พวกพม่า  รามัญ  หวั่นไปทั่ว    

 

ชักเกรงกลัว  เรื่องข่าว  ที่เล่าขาน

เริ่มเดือดร้อน  บุเรงนอง  ต้องสั่งการ

 

เรียกลูกหลาน  ชี้แจง  แหล่งเรื่องราว

พระองค์สั่ง  มังไชยสิงห์  ราชโอรส

 

สิ่งปรากฏ  เกี่ยวกับไทย  ได้อื้อฉาว

จงรักษา  ราชไมตรี  ที่ยืนยาว

 

และโน้มน้าว  สร้างสัมพันธ์  ด้วยฉันทา

     ๏ ไม่นานนัก  บุเรงนอง  ต้องมาสิ้น

 

ผลัดแผ่นดิน  ชิงบัลลังก์  เมืองหงสา

ผู้เป็นแม่  มังสามเกียด  อุปราชา

 

ตามนัยว่า  สร้างเหตุการณ์  ประหารชนม์

นันทบุเรง  กษัตริย์ใหม่  ได้ครองราชย์

 

ยึดอำนาจ  ญาติวงศ์  คงสับสน

ประเทศราช  อยู่แห่งไหน  รายงานตน

 

ทุกแห่งหน  จงรัก  และภักดี

ขณะนั้น  ยุพราช  นเรศวร

 

ทรงทบทวน  เหตุผล  จนถ้วนถี่

ขอตอบแทน  พระบุญญา  บารมี

 

เอ่ยวจี  ขอบิดา  เพื่อมาแทน

ครั้งสุดท้าย  ไปคำนับ  บรมศพ

 

ด้วยเคารพ  บุเรงนอง  จนเหลือแสน

เคยชุบเลี้ยง  เยี่ยงลูก  ไม่ถูกแคลน

 

แยกความแค้น  แยกบุญคุณ  ไว้จุนเจือ

จักใคร่พบ  พระพี่นาง  กัลยา

 

เจรจา  ขอเชิญกลับ  รับช่วยเหลือ

ได้รับฟัง  พระสุพรรณ  เสียงสั่นเครือ

 

จึงต้องเชื่อ  ให้อยู่ไป  เพื่อไมตรี

     ๏ เวลานั้น  เจ้าไทยใหญ่  แห่งเมืองคัง

 

เกิดกระด้าง  หวังกบฏ  ลดศักดิ์ศรี

นันทบุเรง  ส่งสามทัพ  รับไปตี

 

ยึดบุรี  เมืองคัง  ดังตั้งใจ

ให้ทัพแรก  อุปราช  ราชบุตร

 

เข้ายื้อยุด  เอาหน้า  มาให้ได้

เข้าฝ่าฟัน  ประจันหน้า  พม่าตาย

 

ยึดไม่ไหว  ตายยับ  กลับมาดู

ทัพต่อมา  สังฆทัต  นัดจินหน่อง

 

เป็นทัพสอง  เข้าตีบ้าง  ถูกขวางสู้

ถูกเมืองคัง  ตั้งรับ  ทัพตองอู

 

ถึงต่อสู้  อย่างเข้มแข็ง  สิ้นแรงไป

     ๏ ทัพสุดท้าย  ที่สาม  นเรศวร

 

ได้ใคร่ครวญ  คิดอ่าน  การแก้ไข

วางแผนรบ  อย่างสอดคล้อง  และว่องไว

 

ด้วยการใช้  หลักวิชา  เสนาธิการ

พระปลอมตน  ออกตรวจ  ตรงเป้าหมาย

 

ตัดสินใจ  ทันที  ตีประสาน

ใช้เส้นหลัก  การรุก  บุกประจัน

 

ตีทันควัน  โอบหลัง  สั่งจู่โจม

ตอนกลางวัน  ด้านหน้า  ยาตราทัพ

 

กลางคืนกลับ  ย่องมา  ไม่ถาโถม

แสดงลวง  หลอกล่อ  จ่อครึกโครม

 

ทำเป็นโหม  อย่างที่  เคยตีมา

ส่วนเข้าตี  คืบคลาน  เข้าด้านหลัง

 

ขึ้นเมืองคัง  ฟังสัญญาณ  จากด้านหน้า

ถึงกำหนด  นัดหมาย  ได้เวลา

 

ไม่ชักช้า  บุกขึ้นจับ  เจ้าเมืองคัง

ด้วยแม่ทัพ  เมืองคัง  หวังข้าศึก

 

มิได้นึก  จะจู่โจม  โถมด้านหลัง

ห่วงพื้นที่  ด้านหน้า  ปะทะกำลัง

 

เลยหลงทาง  กลยุทธ์  สุดจำยอม

แม้การรบ  ครั้งนี้  มิดุเดือด

 

ไม่เสียเลือด  จับได้  โดยละม่อม

มอญพม่า  สิ้นสมหวัง  นั่งตรมตรอม

 

พระองค์พร้อม  ด้วยเกียรติกร้าว  ขจรไกล

     ๏ นันทบุเรงนอง  เกรงหนัก  ศึกครั้งนี้

 

ว่ากรุงศรี  นเรศวร  เป็นภัยได้

ความเก่งกล้า  สามารถ  กษัตริย์ไทย

 

ออกอุบาย  นันทสู  ราชสังครำ

นำไพร่พล  ไทยใหญ่  กับพม่า

 

ทำทีท่า  สร้างทาง  หวังขย้ำ

แท้ที่จริง  จ้องเข่นฆ่า  พระองค์ดำ

 

ตอนเดินข้าม  ทางผ่าน  ด่านละเมา

นเรศวร  รู้อุบายทัน  นันทบุเรง

 

ไม่กลัวเกรง  ทำวางเฉย  ด้วยรู้เท่า

จัดกำลัง  เคลื่อนที่เร็ว  ช่วยแบ่งเบา

 

แกล้งไปเฝ้า  เมาะตะมะ  เมาะลำเลิง

ตระเตรียมพร้อม  ทำสงคราม  กับพม่า

 

เมื่อถึงครา  ได้โอกาส  ขึ้นเถลิง

จะเข้าตี  หงสา  ให้เปิดเปิง

 

ตอนนี้เพิ่ง  เพ่งดู  หาลู่ทาง

ไทยพม่า  ทำท่า  จะเกิดศึก

 

เพราะต่างนึก  การต่อสู้  ดูหมองหมาง

ต่างคอยจ้อง  มองหาเรื่อง  เคลือบเคืองคราง

 

สร้างพลัง  เตรียมรบ  ไว้ครบครัน

ไม่ว่ามอญ  เชียงใหม่  ไทยใหญ่ลาว

 

ต่างรอเฝ้า  แข็งเมือง  เป็นแม่นมั่น

นเรศวร  ทรงดำริ  ปณิธาน

 

ไม่ต้องการ  เริ่มก่อน  ที่เมืองไทย

     ๏ ในที่สุด  สถานการณ์  ก็บังเกิด

 

มีละเมิด  เกิดเรื่อง  ในเชื้อสาย

อุปราชา  ก่อเหตุเคือง  เรื่องวุ่นวาย

 

ได้ทำร้าย  ฝ่ายในญาติ  ราชวงศ์

เป็นธิดา  ของเจ้าลุง  กรุงอังวะ

 

ไม่ชำระ  เหตุความ  ตามประสงค์

กรุงอังวะ  จึงแข็งข้อ  อย่างทรนง

 

ส่งสาส์นตรง  ถึงกษัตริย์  นัดแข็งเมือง

พระเจ้าแปร  ตองอู  และเชียงใหม่

 

จับฑูตไว้  แจ้งหงสา  ให้รู้เรื่อง

นันทบุเรง  โกรธแค้น  แสนขุ่นเคือง

 

เข้าตีเมือง  อังวะ  ละไมตรี

แปรตองอู  เชียงใหม่  สัตนา

 

ช่วยหงสา  ตามสั่ง  ได้ทั้งสี่

กองทัพไทย  นเรศวร  รวนรอรี

 

ดูท่าที  ไปไม่ถึง  ทันเวลา

     ๏ ทรงสงสัย  การศึก  ในครั้งนี้

 

คงจะมี  เลศนัย  ให้กังขา

เพราะเหตุใด  พระมหา  อุปราชา

 

อยู่หงสา  ทำชะรอย  ระแวงเรา

กองกำลัง  อังวะ  เพียงน้อยนิด

 

หากจะคิด  ต่อตี  มิน่าเขลา

เกณฑ์ทำไม  หลายทัพ  รับศึกเบา

 

อาจถึงคราว  ครั้งนี้  ไม่มียอม

ด้วยทรงมี  ปรีชาญาณ  ในการศึก

 

พระตรองตรึก  นึกหนีไล่  ไว้ให้พร้อม 

คงยากเหลือ  เหนือที่  ประนีประนอม

 

ตระเตรียมพร้อม  วางแผน  แสนรัดกุม

     ๏ นันทบุเรง  เร่งทัพ  ปราบอังวะ

 

ในอุระร้อน  ระอุ  ไฟคุสุม

สั่งอุปราช  ลูกชาย  หมายควบคุม

 

รอทัพซุ่ม  ดักทำร้าย  ให้ซวนเซ

พระยาเกียรติ  พระยาราม  ขุนนางมอญ

 

เตรียมราญรอน  ลอบประหาร  อย่าหันเห

หากไม่เป็น  เช่นใจนึก  สมคะเน

 

จงใช้เล่ห์  ตีตลบ  โอบเอาชัย

     ๏ ที่เมืองแครง  มีมอญ  เป็นเถระ

 

และเป็นพระ  อาจารย์  เคยขานไข

ยังได้สอน  อบรม  บ่มจิตใจ

 

ท่านรักใคร่  พระองค์ดำ  จำได้ดี

มหาเถร  คันฉ่อง  กรองความลับ

 

ให้มอญกราบ  บังคมองค์  พระทรงศรี

มอญกลับใจ  แจ้งเรื่องราว  สาวคดี

 

มิตรไมตรี  แตกดับ  อัปรา

     ๏ ทรงรับสั่ง  ตั้งโรง  ราชพิธี

 

ไทยมอญมี  ประกาศป่าว  เข้ามาหา

แน่นขนัด  จัดไว้  ในพลับพลา

 

พระสังฆา  สวดมงคลฤกษ์  เบิกพิชัย

ปลุกเสกน้ำ  พุทธมนต์  ลงบรรจุ

 

ในพระสุ-  วรรณภิงคาร  ดังธารใส 

ประกาศก้อง  เกียรติยศ  ปรากฏไกล

 

ว่าชาติไทย  อิสรภาพ  ตราบทันที

     ๏ ขอปวงเทพ-  ยดา  เป็นพยาน 

 

แต่ก่อนกาล  หงสา  กับกรุงศรี

เคยผูกพัน  ใกล้ชิด  มิตรไมตรี

 

แต่บัดนี้  วิบัติ  ขาดกันไป

พระหลั่งริน  กระสินธุ์แส  สิโนทก

 

ให้ไหลตก  ลงแผ่นดิน  สิ้นสงสัย

พระคงคา  ปฐพี  วันนี้ไทย

 

เถลิงชัย  อิสรภาพ  ปราบไพรี

     ๏ ด้วยพระอิ-  ริยาบถ  งดงามยิ่ง

 

เห็นพระมิ่ง  น้ำตาไทย  ปริ่มไหลปรี่

ต่างปิติ  ยินดีล้น  พ้นราคี

 

สดุดี  ศรีสง่า  เจ้าฟ้าไทย

พระองค์นำ  สองพระยา  กับเถระ

 

มอบฉันทะ  ข้าวของ  เงินทองให้

แปลงสัญชาติ  สายเชื้อ  เป็นชาวไทย

 

อยู่ภายใต้  ร่มโพ-  ธิสมภาร

     ๏ พอศอสอง  หนึ่งสองเจ็ด  เดือนเมษา

 

อยุธยา  เป็นไท  ได้ดังฝัน

สิบสี่ค่ำ  ขึ้นเดือนหก  ตกอังควร

 

สาธุการ  ทั้งถิ่นแคว้น  ทั่วแดนไทย

     ๏ ทรงนำทัพ  เคลื่อนข้าม  ลำสะโตง

 

มุ่งหน้าตรง  หงสาวดี  ปรี่เข้าใส่

หยุดยั้งทัพ  รอเฝ้า  เอาอย่างไร

 

พอดีได้  ข่าวทัพทัน  นันทบุเรง

พม่ารบ  อังวะ  ชนะทัพ

 

ยกเคลื่อนกลับ  ธานี  อย่างรีบเร่ง

นเรศวร  ครวญใคร่  ให้หวั่นเกรง

 

ศึกตะเลง  สองด้าน  นั้นไม่ดี

เห็นสมควร  กวาดต้อน  ครอบครัวไทย

 

คืนกลับไป  บ้านเก่า  เข้ากรุงศรี

นับได้หมื่น  ชื่นใจ  พ้นไพรี

 

หงสาวดี  กรีฑาทัพ  ขับติดตาม

กองส่วนหน้า  ยกทัพ  ขับมาถึง

 

พระองค์จึง  วางกำลัง  ฝั่งตรงข้าม

น้ำสะโตง  ทรงปืน  ยืนแม่นยำ

 

หัวคะมำ  สุรกรรณมา  ถึงคราตาย

ทหารพม่า  พากัน  ขวัญแตกตื่น

 

สุดทนฝืน  ทัพแยก  แตกสลาย

ต่างถอยหนี  เอาตัวรอด  กลัววอดวาย

 

ต่างหนีตาย  ถึงทัพหลวง  อุปราชา

อันฝีมือ  แม่นฉมัง  ดังปาฏิหารย์

 

เป็นที่หวั่น  พรั่นพรึง  ถึงหงสา

ต้องถอยทัพ  กลับกรุง  มุ่งพารา

 

อุปราชา  ชอกช้ำ  ระกำใจ

พระแสงปืน  ยิงข้าม  ลำน้ำนี้

 

ปรากฏมี  ภายหลัง  ตั้งนามไว้

เครื่องราชู-  ปโภค  ของชาวไทย

 

ระลึกไว้  พระแสงปืนต้น  ข้ามสะโตง

     ๏ การถอยทัพ  ของไทย  ไม่ผลีผลาม

 

ราชสังครำ  นันทสู  ผู้ประสงค์

เปลี่ยนมาด่าน  พระเจดีย์  มีสามองค์

 

แล้วตัดลง  ใกล้สุด  อยุธยา

นเรศวร  ถวายบังคม  บรมชนก

 

ทูลหยิบยก  เหตุการณ์  ที่หาญกล้า

สมเด็จพระ  มหาธรรม-  ราชา

 

ปลื้มศรัทธา  พระภูมินทร์  ตัดสินใจ

ยกพระราช  อำนาจ  อาญาสิทธิ์

 

ภารกิจ  กู้ชาติ  สิทธิ์ขาดให้

ลบกล่าวหา  ในแผ่นดิน  ล้างสิ้นไป

 

ศรัทธาไทย  อิสรภาพ  คืนกลับมา

อโยธยา  กว่าจะได้  เอกราช

 

ต้องพิฆาต  ฟาดฟัน  กับพม่า

ปราบศัตรู  รุกไล่  หลายครั้งครา

 

เกียรติก้องหล้า  นเรศวร  อบอวลไกล

     ๏ เริ่มครั้งนั้น  นันทสู  ราชสังครำ

 

ขอติดตาม  กบฏ  พวกไทยใหญ่

หนีภัยพาล  มาพึ่ง  ถึงเมืองไทย

 

ไม่ส่งให้  จึงต้อนคน  ขนไปแทน

นเรศวร  ทรงทราบ  สถานการณ์

 

เกณฑ์ทหาร  หัวเมือง  มาเข้าแผน

ชัยบุรี  ศรีถมอรัตน์  จัดไปแทน

 

ถึงชายแดน  เขตไทย  ไล่ติดตาม

กองทัพไทย  ยกไปทัน  ยันพม่า

 

แม่ระกา  ตำบล  เขตสยาม

รบประชิด  ชนช้าง  พลางติดตาม

 

พม่าซ้ำ  ถอยหนี  ไม่บีฑา

     ๏ ฝ่ายพระยา  สวรรคโลก  พระยาพิชัย

 

เห็นว่าไทย  ไพร่พลน้อย  ด้อยทีท่า

ทำอาการ  พาลเฉย  ไม่นำพา

 

ไม่ส่งมา  ตามหมายเกณฑ์  เช่นทุกคราว

กลับแข็งเมือง  นำกำลัง  ไปตั้งมั่น

 

ป้อมปราการ  สวรรคโลก  ก็แข็งกร้าว

เจ้าเมืองใด  ภักดี  ก็จับเซา

 

แล้วส่งเข้า  ควบคุม  ไว้มุมเมือง

นเรศวร  สั่งกองทัพ  ให้กลับด่วน

 

ครั้นทบทวน  สองพระยา  นั้นหาเรื่อง

ทรยศเป็น  กบฎ  ต่อบ้านเมือง

 

ทรงขุ่นเคือง  จำต้องปราบ  ให้อัปรา

     ๏ ก่อนเดินทัพ  จับประชุม  กลุ่มทหาร

 

ปฏิภาณ  ถวายสัตย์  แล้วตรัสว่า

ขออำนาจ  พุทธคุณ  บุญบูชา

 

แผ่ทั่วหล้า  บารมี  คุ้มบ้านเมือง

ข้าทหาร  ขอต่อสู้  กับข้าศึก

 

ด้วยใจคึก  ฮึกหาญ  อันต่อเนื่อง

อิสรภาพ  ของไทย  ให้รุ่งเรือง

 

ก้องกระเดื่อง  แผ่ไพศาล  นานนิรันดร์

ตักเอาน้ำ  จากสระ  ตระพังโพยศรี

 

ทำพิธี  ให้ทหาร  บังเกิดขวัญ

เรียกกันว่า  พิธีศรี  สัจปานกาล

 

เกิดกล้าหาญ  ดื่มพิพัฒน์  สัตยา

จัดพิธี  ที่โบสถ์  วัดศรีชุม

 

รวมชุมนุม  ชายชาญ  ทหารกล้า

พระพุทธรูป  พอได้เพ่ง  เปล่งวาจา

 

เสียงจากฟ้า  ก้องดัง  ฟังได้ยิน

     ๏ นเรศวร  เคลื่อนเข้าล้อม  สวรรคโลก

 

ตะโกนโกรก  ให้พระยา  ออกมาสิ้น

สารภาพ  รับผิดขอ  ต่อองค์อินทร์

 

กลับเล่นลิ้น  รุนแรง  แกล้งมึนชา

จึงส่งฑูต  เข้าไป  ให้ยอมรับ

 

แต่ยังกลับ  สร้างเวร  ถึงเข่นฆ่า

ตัดหัวฑูต  ที่เข้าไป  ไม่เจรจา

 

โยนออกมา  ลบหลู่  องค์ภูมินทร์

ทรงสั่งหน่วย  โจมตี  สองทิศทาง

 

ไม่สมหวัง  เพราะกำแพง  แกร่งเป็นหิน

สั่งให้สร้าง  หอรบ  กลบมูลดิน

 

กำแพงหิน  ถูกประชิด  ติดกำแพง

เอาปืนตั้ง  สั่งยิง  ประวิงไว้

 

ยิงทำลาย  การสู้  ผู้เข้มแข็ง

อีกไม่นาน  สวรรคโลก  โศกสิ้นแรง

 

ประตูกำแพง  ถูกเผา  ทลายลง

จับพระยา  สวรรคโลก  พระยาพิชัย

 

นำตัวไป  ประหาร  เป็นผุยผง

คนกบฏ  ต้องปลดชีพ  ให้สิ้นลง

 

แล้วพระองค์  ทรงจัดคน  คุมกำลัง

     ๏ กล่าวถึงนันท  บุเรง  แห่งหงสา 

 

แสนโกรธา  นเรศวร  จวนบ้าคลั่ง

ระดมพล  พร้อมรับ  สรรพกำลัง

 

ไม่ให้ตั้ง  ตัวติด  ดังจิตปอง

ปีสองเจ็ด  จัดทัพมา  เป็นคราแรก

 

โดยให้แยก  กองทัพ  นับเป็นสอง

พระยาพะ-  สิมน้องชาย  บุเรงนอง

 

พลหนึ่งกอง  สามหมื่นผ่าน  ด่านเจดีย์

มังมหา  นรธา  เมืองเชียงใหม่

 

ยกทัพไป  หนึ่งแสน  มุ่งกรุงศรี

ขุนอินทรเดช  ส่งข่าว  เข้าธานี

 

หน้าแล้งนี้  ตีให้ได้  ใช้รุนแรง

ฝ่ายพม่า  เดินทาง  อย่างประมาท

 

ไม่คิดคาด  อยุธยา  จะกล้าแข็ง

ไฉนจะยั้ง  โยธี  ที่แข็งแรง

 

ถึงหน้าแล้ง  จะถล่ม  ให้ล่มจม

     ๏ ยุพราช  นเรศวร  ชวนเอกา

 

พิจารณา  วางแผน  แสนเหมาะสม

ฝึกซักซ้อม  พร้อมพรัก  หลักนิยม

 

เตรียมถล่ม  ทัพพม่า  ให้จาบัลย์

สอนจู่โจม  ซุ่มตี  ไม่มีว่าง

 

เป็นแบบอย่าง  ชาวนักรบ  ครบเสกสรรค์

สงครามนี้  มีบ้านเมือง  เรื่องเดิมพัน

 

ความเฉียบพลัน  ฟันทะลวง  คือท่วงที

ความคล่องตัว  เคลื่อนที่ลุย  ไม่อุ้ยอ้าย

 

รุกทำลาย  ได้ข่าวแล้ว  ต้องแจวหนี

ตั้งกองโจร  สร้างกลลวง  จ้วงเข้าตี

 

ยุทธวิธี  ร่นถอย  คอยแผนการณ์

หยั่งกำลัง  ตั้งเวลา  รวมอาวุธ

 

เน้นการยุทธ  เลือกอย่างดี ที่สังหาร

ดักลวงล่อ  ก่อหวังผล  ให้ลนลาน

 

ขวัญทหาร  ชาญกล้า  เกริกเกรียงไกร

ทั้งเรือบก  ยกเคลื่อนคลาน  เข้าประชิด

 

ทุกชนิด  อาวุธ  ทั้งไกลใกล้

ฝึกการรบ  แคล่วคล่อง  อย่างว่องไว

 

รู้จักใช้  ชัยภูมิ  ขุมกำลัง

ฝึกก่อกวน  หวนทำลาย  ไม่ให้พัก

 

ฝึกตีหัก  แย่งยุด  ฉุดม้าช้าง

โถมประวิง  ชิงเสบียง  ตัดกำลัง

 

ไม่มีว่าง  ฝึกฝน  จนช่ำชอง

สองพระองค์  ทรงผู้นำ  ทำคำสอน

 

ไม่พักผ่อน  เสพสุข  ทุกยามป้อง

กันระดม   โลมเร้า  เข้าครอบครอง

 

หัวใจของ  คนไทย  ดวงเดียวกัน

     ๏ พระยาพะสิม  ยกมา  ในครานี้

 

ยึดสุพรรณ  บุรี  เป็นที่มั่น

พระยาจักรี  ของไทย  ไปประจัน

 

รุกโรมรัน  โดยทัพเรือ  ร่นถอยไป

ไปหยุดยั้ง  ตั้งดอนเขา  พระยาแมน

 

ทุกวันแสน  แคลนเสบียง  เพียงอาศัย

คอยรอทัพ  นรธา  มาเมื่อใด

 

ตามนัดไว้  พร้อมกัน  หันเข้าตี

ทัพพะสิม  ขัดสน  เสบียงอาหาร

 

ถูกรอนราญ  โดยนักรบ  จากกรุงศรี

ถอนทัพกลับ  ออกชายด่าน  กาญจนบุรี

 

ฉางฉวี  ขุนทหาร  โดนจับตัว

พระยาสุ-  โขทัย  ใช้ทัพบก

 

ให้รีบยก  ติดตาม  กระหน่ำทั่ว

ฝ่ายพม่า  หนีไปได้  แต่เพียงตัว

 

ทิ้งไว้มั่ว  ม้าช้าง  ต่างศาสตรา 

พระสิมถอน  ออกไป  ได้เดือนครึ่ง

 

ทัพก็บึ่ง  จากเชียงใหม่  เข้ามาหา

ชัยยะกะ  ยอสู  ผู้นำมา

 

หนึ่งหมื่นห้า  ตั้งรับ  ที่เมืองพรหม

มาพร้อมกับ  นันทะ  กะยอถ่าง

 

คอยอ้างว้าง  ทัพพะสิม  ก็มิสม

ไม่ทราบข่าว  นัดหมาย  ได้คว้าลม

 

ต้องระดม  หาเสบียง  เลี้ยงทัพไป

นเรศวร  พร้อมผู้  อนุชา

 

พระเอกา  พาทัพ  ทั้งส่วนใหญ่

รวมตั้งมั่น  ประจัญบาน  บ้านชะไว

 

เพื่อเอาชัย  แขวงวิเศษ  ทันท่วงที

ให้พระยา  ราชมนู  ผู้กล้าหาญ

 

คนสามพัน  ม้าสองร้อย  คล้อยเคลื่อนที่

กลยุทธ  ซ่อนพราง  เป็นอย่างดี

 

หลบหลีกลี้  กองโจร  ลาดตระเวน

รบได้ด้วย  ช่วยหาข่าว  เข้าชิงช่วง

 

ใช้กลลวง  ตีกองหน้า  อย่าว่างเว้น

ตีโฉบฉวย  ก่อกวน  ตามกฏเกณฑ์

 

แอบซ่อนเร้น  ซุ่มโจมตี  ตัดกำลัง

วิธีการ  กองโจร  ทำการรบ

 

เพื่อสยบ  ข้าศึก  ตามสอนสั่ง

นเรศวร  ตัดริดรอน  ให้อ่อนกำลัง

 

เพื่อยับยั้ง  การรุก  บุกทำลาย

     ๏ เมื่อทราบข่าว  เจ้าพระสิม  กลับไปแล้ว    

 

ตั้งใจแน่ว  ยกกองทัพ  กลับเชียงใหม่

นันทบุเรง  เห็นการณ์  พลิกผันไป

 

ขัดเคืองใจ  มังมหา  นรธา

ส่งพระยา  อภัย  คามินี

 

คุมโยธี  ตีไทย  ให้ตักษา

กับสมิง  โยคราช  ยอถ่างมา

 

ไปดักน้า  นรธา  เมืองกำแพง

ให้ย้อนทัพ  กลับไปรบ  แก้ตัวใหม่

 

อย่าให้ไทย  ตั้งตน  จนเข้มแข็ง

จับให้มั่น  คั้นให้ตาย  หมายรุนแรง

 

ไทยกำแหง  แว้งกระเดื่อง  เรื่องไมตรี

นันทบุเรง  เร่งมหา  อุปราช

 

เริ่มบทบาท  เตรียมเสบียง  เลี้ยงพื้นที่

พลห้าหมื่น  ปลูกข้าว  เตรียมเข้าตี

 

ตอนปลายปี  ฤดูแล้ง  น้ำแห้งคลอง

แล้วสั่งให้  นรธา  ขัดตาทัพ

 

มาตั้งรับ  กลั่นแกล้ง  แย่งข้าวของ

ฝ่ายทัพไทย  ยึดมั่น  ตามครรลอง

 

คือปกป้อง  กองโจรออก  นอกชานเมือง

ทัพเชียงใหม่  กลับไปตั้ง  ยังวิเศษ

 

วัดสระเกศ  ฝ่ายไทย  พอรู้เรื่อง

ยกโยธา  แปดหมื่น  ออกจากเมือง

 

รบต่อเนื่อง  กับมหา  นรธา

     ๏ ทัพพระเจ้า  เชียงใหม่  ได้จัดตั้ง

 

ส่งกำลัง  ก่อกวน  เป็นส่วนหน้า

เจ้าเชียงแสน  เจ้าพะเยา  เลยเข้ามา

 

ทำไร่นา  ไม่ได้  ให้คายเคือง

เจ้าเชียงแสน  มาริดรอน  นครสวรรค์

 

ขวางกีดกัน  การทำนา  อย่างต่อเนื่อง

เจ้าพะเยา  เผาข้าว  เข้าชิดเมือง

 

พอทราบเรื่อง  นเรศวร  และเอกา

คุมกำลัง  เคลื่อนที่  เร็วตีตลบ

 

ทำการรบ  ปะทะ  แบบซึ่งหน้า

พระองค์เข้า  ตะลุมบอน  ด้วยปรีชา

 

และเข่นฆ่า  เจ้าพะเยา  เอาถึงตาย

     ๏ พระทรงตรึก  ศึกนี้  คงหนักหนา

 

จำบีฑา  ให้ย่อยยับ  ทัพเชียงใหม่

ลดระดับ  เสียเปรียบด้อย น้อยลงไป

 

แล้วทำลาย  นันทบุเรง  เพียงทัพเดียว

     ๏ ส่งทัพบก  ทัพเรือ  นเรศวร

 

ตั้งขบวน  ทุ่งลุมพลี  ที่แน่นเหนียว

ตระเวนบก  ตระเวนน้ำ  จ้ำเรือเพรียว

 

ออกไปเทียว  ตัดกำลัง  หยั่งศัตรู

ที่ป่าโมก  ทั้งบกเรือ  เริ่มปะทะ

 

ฝ่ายพม่า  มีสะเร  นันทะสู

สั่งปืนใหญ่  ยิงระดม  ดังพรมปู

 

การต่อสู้  ติดพัน  ขั้นรุนแรง

ทัพเชียงใหม่  พ่ายยับ  กลับถอยหนี

 

ทรงได้ที  รุกไล่  ใช้พระแสง

ยิงปืนต้น  โดนข้าศึก  อย่างรุนแรง

 

ความกล้าแกร่ง  ของพม่า  ลดล้าไป

พลอาสา  บุกทลาย  ไล่ปะทะ

 

ไม่ลดละ  เจ้าเชียงแสน  ตามแผนไล่

นเรศวร  เคลื่อนเรือ  ลอยลำพาย

 

ถึงบ้านใหม่  ป่าโมก  ตรงปากคลอง

ใช้ปืนเรือ  ระดมใส่  ไม่หยุดยั้ง

 

พระกำลัง  แม่นยำ  ล้ำผยอง

เลาะตลิ่ง  รายรอบ  ขอบลำคลอง

 

พระไม่ต้อง  ศาสตรา  น่าแปลกใจ

กองทัพบก  ยกปะทะ  กับเชียงแสน

 

เข้าตามแผน  โจมตี  ให้หนีพ่าย

ส่วนหน้าหนี  เอาตัวรอด  หวังปลอดภัย

 

พระเทพไท้  ไล่ตามตี  สี่หมื่นคน

     ๏ มอบพระราช  มนู  คุมหนึ่งหมื่น

 

พม่าดื่น  เข้ามา  ดังห่าฝน

ทัพบกไทย  พลอาสา  กล้าผจญ

 

เสียงอึงอล  หูดับ  ด้วยตับปืน

ทั้งศาสตรา  นเรศวร  หวนดักซุ่ม

 

ป่ากระทุ่ม  ดงจิก  อีกสามหมื่น

สั่งมนู  ถอยทัพ  รีบกลับคืน

 

กลับดันฝืน  ราชมนู  ไม่ถอยมา

สั่งไปใหม่  ให้กำลัง  เร่งถอนกลับ

 

เป็นความลับ  ส่งจหมื่น  ทิพย์รักษา

ครั้งที่สอง  สั่งเท่าใด  ไม่ถอยมา

 

โดยอ้างว่า  รบติดพัน  มั่นใจตัว

พระพิโรธ  จัดม้าเร็ว  รีบไปตาม

 

ครั้งที่สาม  ถ้าไม่ถอย  ให้ตัดหัว

ราชมนู  ตื่นตระหนก  ตกใจกลัว

 

รู้สึกตัว  สั่งถอยคืน  ไม่ฝืนใจ

     ๏ ทัพเชียงใหม่  ได้ประสาน  ทันสมทบ

 

เห็นการรบ  คราวนี้  ตีไทยพ่าย

เข้าเติมต่อ  ไล่ติดตาม  อย่างย่ามใจ

 

ตกอยู่ใน  แดนสังหาร  ถูกผลาญพลัน

     ๏ การพ่ายแพ้  ของนรธา  ในครานี้

 

คิดแต่หนี  สุดชีวิต  ด้วยจิตพรั่น

ทัพของไทย  ไล่ตาม  จนเกือบทัน

 

ยึดที่มั่น  บ้านสระเกศ  สมเจตนา

ทัพเชียงใหม่  ใจฝ่อ  ไม่ต่อสู้

 

สับสนอยู่  พะวักพะวน  จนผวา

หนีแต่ตัว  กลัวดับดิ้น  สิ้นชีวา

 

ทิ้งศาสตรา  ม้าช้าง  ทั้งเสบียง

ชัยชนะ  ครั้งนี้  มีส่งผล

 

ได้ผู้คน  เป็นเชลย  ไม่อาจเลี่ยง

ทรงตระหนัก  ศึกนี้นั้น  มันเป็นเพียง

 

การมาเสี่ยง  ของพม่า  ลองท่าที

นเรศวร  มั่นใจ  ศึกใหญ่แน่

 

เตรียมทางแก้  พร้อมไว้  ทีไล่หนี

รวมกำลัง  สั่งฝึกไว้  ซ้อมให้ดี

 

คงต้องมี  ศึกใหญ่  ให้พันตู

     ๏ เดือนสิบสอง  ปีจอ  พอหน้าแล้ง

 

เริ่มกำแหง  กรีฑา  มาต่อสู้

สองแสนห้า  หมดฝน  พ้นฤดู

 

เจ้าตองอู  อุปราชา  ยกมาเอง

มหากษัตริย์  พม่า  พาทัพหลวง

 

ยาตราล่วง  เลยมา  ทำท่าเก่ง

พระเจ้ากรุง  หงสา  นันทบุเรง

 

ไม่กลัวเกรง  หวังขยี้  บีฑาไทย

เตรียมอาหาร  การเสบียง  ลำเลียงเสริม

 

หาเพิ่มเติม  โดยกองทัพ  เจ้าเชียงใหม่

ด้วยเมืองเหนือ  ถูกทิ้งร้าง  ว่างเปล่าไป

 

เดินสบาย  ย้ายกำลัง  สองฝั่งธาร

ทัพพม่า  ถึงสยาม  ตามกำหนด

 

ไม่ละลด  เข้าล้อม  พร้อมสองด้าน

พลอาสา  ของไทย  ได้ต้านทาน

 

อยู่รอบชาน  เข้าไม่ชิด  ติดพารา

ศึกการรบ  นันทบุเรง  เกรงยืดเยื้อ

 

น้ำจากเหนือ  อุปสรรค  จะหนักหนา

ควรเผด็จ  ให้เข็ดขาม  ก่อนน้ำมา

 

สร้างพลับพลา  ตั้งค่าย  ไว้ป้องกัน

     ๏ นเรศวร  ตั้งรับ  แบบเชิงรุก

 

กองโจรบุก  ตระเวนไกล  ใช้ไฟผลาญ

ปล้นสะดม  แนวหลัง  ทั้งวี่วัน 

 

ประจัญบาน  ส่วนหน้า  กล้าเข้าชน

การสงคราม  ครั้งนี้  มีบันทึก

 

การสู้ศึก  ฉับไว  ทำได้ผล

เคลื่อนแคล่วคล่อง  ว่องไว  ใช้กองโจร

 

ลอบเข้าปล้น  เผาค่าย  ทลายพัง

     ๏ ฝ่ายพม่า  พยายาม  ล้ำประชิด

 

เข้าไม่ติด  ถูกริดรอน  ถอนกลับหลัง

โดนกระสุน  ปืนใหญ่  ถึงวายวาง

 

ล้าพลัง  ถอยตั้งมั่น  หันกลับไป

เจ้าพระยา  กำแพงเพชร  สมุห- 

 

กลาโหม  ถูกปะทะ  จนเสียค่าย

นเรศวร  ชวนเอกา  รีบคลาไคล

 

ยกกองไป  ใจฮึด  ยึดคืนมา

พระพิโรธ  โกรธพระยา  ที่มาพ่าย

 

รบครั้งใด  ไม่เคยแพ้  แก่พม่า

ให้ควบคุม  คนเกี่ยวข้าว  ทุ่งหันครา

 

เจ้าพระยา  ทิ้งค่าย  ทุ่งชายเคือง

มีดำรัส  ตรัสให้  ไปประหาร

 

พระมิ่งขวัญ  ราชบิดา  คราทราบเรื่อง

จึงร้องขอ  ชีวิตไว้  อย่าคายเคือง

 

กระบิลเมือง  ปลดตำแหน่ง  ราชการ

     ๏ ในระหว่าง  ปิดล้อม  อยุธยา

 

ฝ่ายพม่า  แต่งกอง  ทหารหาญ

หมายถาโถม  โจมบุก  เข้ารุกราน

 

ถูกฟาดฟัน  ย่อยยับ  ต้องกลับไป

ยิ่งถูกตี  ก็ยิ่งแกร่ง  กว่าเก่าก่อน

 

ยิ่งราญรอน  ยิ่งอาจหาญ  ไม่หวั่นไหว

ไม่แดดิ้น  วิญญาณ  ทหารไทย

 

รบครั้งใด  ฝากชื่อ  ระบือบิล

ทุกกองโจร  ซุ่มตี  มีชื่อเสียง

 

ตัดเสบียง  ข้าศึก  มลายสิ้น

จนขาดแคลน  อาหาร  เรื่องการกิน

 

ทั่วท้องถิ่น  เกิดโรคา  พม่าครวญ

ค่ายปากน้ำ  พุทธเลา  เจ้านคร

 

ถูกตัดรอน  ด้วยพระองค์  นเรศวร

ท่านทรงนำ  ทหารไทย  ใช้ดาบดวล

 

ตะเลงรวน  ถูกเผาค่าย  มลายไป

    ๏ เมื่อเดือนสี่  ขึ้นสิบค่ำ  ทำการรบ

 

พระสยบ  กองหน้า  ของทัพใหญ่

ทรงไล่ล่า  ข้าศึก  สะอึกกระจาย

 

จนถึงค่าย  ของกษัตริย์  นันทบุเรง

ลงหลังม้า  คว้าดาบ  คาบนำหน้า

 

พลอาสา  ปีนเพนียด  เกียรติกล้าเก่ง

พม่าแทง  หล่นบันได  ใช่หวั่นเกรง

 

ปีนขึ้นเอง  เอาใหม่  หลายครั้งครา

พระแสงดาบ  คาบค่าย  ไทยจารึก

 

ทหารฮึก  ทุกคน  พลอาสา

กำลังใจ  ในการรบ  เหลือคณา

 

ต่างศรัทธา  พระองค์  ผู้ทรงธรรม์

ด้วยเป็นค่าย  ของพระเจ้า  นันทบุเรง

 

ไม่กลัวเกรง  ไม่สยบ  รบสะบั้น

เป็นเยี่ยงอย่าง  เหล่าพลรบ  แบบครบครัน

 

หัวใจมั่น  เต็มที่  เรื่องบีฑา

     ๏ พระเจ้านัน-  ทบุเรง  จะเก่งรบ

 

ไม่เคยพบ  คนไทย  ใจหาญกล้า

สั่งลักไว  ทำมู  จับตัวมา

 

ให้คนกล้า  ดักซุ่ม  รุมจับเป็น

แม้จะเสีย  ทหาร  สักปานใด

 

ก็ยอมได้  ร้ายนักเลย  ไม่เคยเห็น

เอาพิมเสน  แลกเกลือ  เมื่อจำเป็น

 

ใช้ซ่อนเร้น  ซุ่มล้อม  จอมราชันย์

     ๏ ถึงเดือนสี่  แรมสิบค่ำ  นำหน่วยม้า

 

ตรวจพม่า  เคลื่อนไหว  ทางทหาร

หน่วยลักไว  ทำมู  รู้เหตุการณ์

 

ส่งทหาร  ขับม้า  มาฉับไว

นเรศวร  กระตุ้นม้า  อาชาศึก 

 

รุกไล่ลึก  เข้าวงล้อม  ดักอ้อมไว้

ไวทำมู  กรูเข้าจับ  ดับดิ้นไป

 

พระทรงใช้  พระแสงทวน  แทงสวนพลัน

พวกพม่า  รุมล้อม  จะทำร้าย

 

แต่ต้องตาย  ด้วยพระแสง  จนอาสัญ

ตะลุมบอน  เป็นชั่วโมง  อันยาวนาน

 

กองทหาร  เข้าช่วง  ชิงตัวมา

     ๏ นเรศวร  เสด็จนำ  ขบวนเรือ

 

ตอนคราวเมื่อ  สิบสี่ค่ำ  แรมเดือนห้า

บางขนอน  บางตะนาว  เข้ารบรา

 

อุปราชา  ถอยไปตั้ง  บางกระดาน

     ๏ ห้าเดือนล่วง  พม่าล้อม  เมืองกรุงศรี

 

กลับถูกตี  อับยศ  อดอาหาร

นันทบุเรง  ท้อพระทัย  ในเหตุการณ์

 

ปรึกษางาน  เสนาบดี  ที่ตามมา

อันกรุงศรี  มีทำเล  มั่นคงนัก

 

จะหาญหัก  โดยเร็ว  ยากนักหนา

ในบัดนี้  ฤดูฝน  วนกลับมา

 

ถึงแล้งหน้า  มาใหม่  ได้รู้กัน

กลับไปพัก  ฟื้นฟู  กำลังพล

 

มาอีกหน  คราวนี้  มิหุนหัน

จึงรับสั่ง  ถอยทัพ  รีบกลับพลัน

 

ส่วนป้องกัน  ทัพตองอู  อยู่ระวัง

     ๏ ถึงเดือนหก  แรมสิบค่ำ  ย่ำกลองศึก

 

ทหารฮึก  รบพม่า  อีกคราครั้ง

อุปราชา  ถอนตัว  กลัวระวัง

 

ทิ้งส่วนหลัง  ถูกไทยตี  ต้องหนีตาย

นเรศวร  กลับหลัง  สั่งขึ้นเหนือ

 

ให้แล่นเรือ  ทุกลำ  นำปืนใหญ่

เห็นพม่า  ถอนทัพ  จะกลับไป

 

ยิงทำลาย  ค่ายใหญ่  วอดวายลง

นันทบุเรง  เร่งทัพมา  ถึงป่าโมก

 

ไม่วิตก  ต้านทาน  ไม่รานหลง

นเรศวร  และเอกา  สองพระองค์

 

ไม่ประสงค์  ไล่ขับ  กลับนคร

นัดจินหน่อง  กองหลัง  ระวังไล่

 

ให้ส่วนใหญ่  กองทัพ  เร่งกลับถอน

พลอาสา  ของไทย  ตามไล่รอญ

 

กว่าจะถอน  กลับไป  ตายเป็นเบือ

     ๏ ศึกพระเจ้า  นันทบุเรง  ตะเลงพ่าย

 

สู้กับไทย  กำลังน้อย  ไม่น่าเชื่อ

เหมือนพิมเสน  เข้ามาแจก  แลกกับเกลือ

 

กำลังเหนือ  กลับย่อยยับ  อับปราชัย

พระดำริ  นเรศวร  ล้วนแสนฉลาด

 

ยุทธศาสตร์  อาจหาญ  ทานได้ไหว

ยิ่งนับวัน  อยุธยา  กล้าเกรียงไกร 

 

ไม่มีใคร  กำหราบ  ปราบได้เลย

หากแผ่นดิน  นันทบุเรง  ยังเกรงศักดิ์

 

จะตกหนัก  ทรวงระกำ  หากทำเฉย

อุปราชา  คงสิ้นหวัง  ดังที่เคย

 

ฉะนั้นเลย  ต้องปราบปราม  หนามแผ่นดิน

     ๏ ล่วงเวลา  สามปี  ไม่มีศึก

 

พม่านึก  ถึงศักดิ์ศรี  ที่ผันผิน

พวกเมืองขึ้น  ของพม่า  เกิดราคิน

 

ทุกเมืองสิ้น  ศรัทธา  หงสาวดี

ต่างพากัน  ตะแบง  ทำแข็งขัด

 

ต้องเร่งรัด  ปราบปราม  อย่างเต็มที่

จึงมิได้  ยกทัพ  กลับย่ำยี

 

ถึงสามปี  ไม่ตีศึก  อยุธยา

     ๏ อยุธยา  ราชธานี  ศรีสยาม

 

เตรียมสงคราม  ขุดคูคลอง  ป้องกันหน้า

ขยายกำแพง  ป้อมปราการ  กันศาสตรา

 

สร้างวังหน้า  ตั้งชื่อ  คือวังจันทร์

ปีสองพัน  หนึ่งร้อย  สามสิบสาม

 

พระสยาม  ธรรมราชา  ถึงอาสัญ

ชนชาวไทย  ต้องวิโยค  โศกจาบัลย์ 

 

พระทรงธรรม์  ก้องหล้า  พิลาลัย

พระนเรศวร  มหาธรร-  มาธิราช

 

รัชทายาท  ครองบัลลังก์  ดังไทยหมาย

พระเอกา  ทศรถอยู่  คู่พระทัย

 

ทรงตั้งให้  เป็นกษัตริย์  คู่เคียงครอง

เอกราช  ชาติไทย  ได้มาแล้ว

 

ความเพริดแพร้ว  ถูกใจ  ไทยทั้งผอง

มีกษัตริย์  สองพระองค์  ทรงปรองดอง

 

ร่วมฉลอง  เอกราช  ของชาติไทย

ราตรีกาล  ผ่านพ้น  คนพรักพร้อม

 

ฝนฝึกซ้อม  ยุทธวิธี  ทีหนีไล่

วางแผนรุก  แผนรับ  แบบฉับไว

 

ตระเตรียมไว้  ไม่ประมาท  เมื่อภัยมา

     ๏ เพียงสามเดือน  ผลัดแผ่นดิน  ได้ยินถึง

 

พม่าจึง  ประชุมใหญ่  ได้ปรึกษา

เสนาบดี  สิริชัย  นรธา

 

แนะนำว่า  ควรดีไทย  ในทันที

ฟ้าไทยใหญ่  เมืองคัง  กระด้างกระเดื่อง 

 

เหตุจากเรื่อง  หมดสง่า  สิ้นราศี

ที่กองทัพ  แข็งกล้า  หงสาวดี

 

ไม่อาจตี  อยุธยา  ได้สาใจ

ต้องรีบทำ  จำเป็น  ยกไปปราบ

 

ให้ราบคาบ  เสียก่อน  จึงจะได้

ในระหว่าง  บ้านเมือง  เรื่องวุ่นวาย

 

รัชกาลใหม่  ไม่เรียบร้อย  ด้อยกำลัง

นันทบุเรง  เล็งเห็น  เช่นเสนอ

 

จึงออเออ  ชื่นชม  คิดสมหวัง

สั่งหนึ่งแสน  ออกไปตี  เอาเมืองคัง

 

ที่กระด้าง  เสียให้ได้  หายขุ่นเคือง

ส่งราชบุตร  เมืองแปร  เป็นแม่ทัพ

 

ตีให้ยับ  ยึดแผ่นดิน  ให้สิ้นเรื่อง

อยุธยา  ท่าที  จะรุ่งเรือง

 

ยึดเอาเมือง  ชำระแค้น  สองแสนคน

รัชทายาท  พระมหา-  อุปราชา

 

คุมโยธา  ทางบก  ยกพหล

ให้จู่โจม  เคลื่อนย้าย  พวกไพร่พล

 

ลุล่วงพ้น  เคลื่อนผ่าน  ด่านเจดีย์

เจ้าพระยา  พะสิม  และพุกาม

 

เป็นทัพนำ  ส่วนหน้า  พาเคลื่อนที่

โดยไม่ต้อง  เตรียมตัว  มัวรอรี

 

หวังขยี้  อยุธยา  อย่างจู่โจม

     ๏ นเรศวร  หาจวนตัว  อย่างไรไม่    

 

วางแผนให้  พลอาสา  ออกถาโถม

ตัดกำลัง  หลังหน้า  ให้ซาโซม

 

สั่งหักโหม  โจมตี  ตลอดทาง

ออกนอกกรุง  มุ่งมั่น  กันนคร

 

เพื่อตัดรอน  ละลาย  ใช้เหนี่ยวรั้ง

ลดข้าศึก  ให้เหลือน้อย  ด้อยกำลัง

 

หมดความหวัง  พลังโหม  โจมตีไทย

เข้าก่อกวน  ขบวนทัพ  จับพม่า

 

ถ่วงเวลา  เพื่อตระเตรียม  กองทัพใหญ่

เดือนธันวา  ปีสามสาม  ยกตามไป

 

ทหารไทย  ล่วงบรรลุ  เมืองสุพรรณ

ตรงบ้านคอย  วางซุ่ม  ลุ่มลำน้ำ

 

จะรอซ้ำ  โจมตี  ที่สังหาร

ส่งกำลัง  เข้าไปล่อ  จากเมืองกาญจน์

 

มาสังหาร  จุดวิกฤต  ติดกับตาย

อุปราชา  มาถึงกาญจน์  ไม่พาลพบ

 

กำลังรบ  รับในเมือง  ไม่สงสัย

จึงเคลื่อนพล  ผ่านมา  มิช้าใย

 

พบหน่วยไทย  สู้กัน  โดยทันที

ฝ่ายหลอกล่อ  รบรุนแรง  แกล้งล่าถอย

 

สู่บ้านคอย  เส้นทาง  อำพรางหนี

ฝ่ายพม่า  รีบรุกไล่  นึกได้ที

 

เข้าพื้นที่  จุดสังหาร  พลันละลาย

พระพุกาม  สิ้นชีวี  ในที่ซุ่ม

 

ฝ่ายไทยรุม  ได้ที  ตีรุกไล่

ทัพส่วนหน้า  ตื่นตระหนก  แสนตกใจ

 

ถอยหนีไป  ยันทัพหลวง  อุปราชา

ทหารไทย  ตามติด  กระชิดชั้น

 

ไล่ฆ่าฟัน  ยึดได้  ทั้งช้างม้า

เกือบได้องค์  พระมหา  อุปราชา

 

ทัพพม่า  แพ้ยับ  กลับสาวดี

     ๏ นันทบุเรง  โกรธา  พม่าพ่าย

 

ถอยกลับไป  เดือนเมษา  ปีสามสี่

ลงอาญา  เหล่านายกอง  ต้องคดี

 

แพ้ไพรี  คาดโทษ  โกรธลูกชาย

ต้องยกทัพ  กลับไปสู้  ศัตรูอีก

 

จะหลบหลีก  ตามวาจา  หายอมไม่

อุปราชา  ยังคิดขาม  ครั่นคร้ามใจ

 

ทนไม่ไหว  คำตัดพ้อ  จากพ่อตน

“หาคนกล้า  หงสาวดี  ไม่มีหรือ

 

เพียงหยิบมือ  แค่นี้  หามีผล

ธรรมราชา  มิต้องรบ  ให้เหนื่อยตน

 

ข้าเป็นคน  โชคร้าย  ใช้ใครดี”

อุปราชา  แม้นจะคร้าม  โดนหยามเหยียด

 

ถูกหมิ่นเกียรติ  ขันอาสา  เพื่อศักดิ์ศรี

นันทบุเรง  เร่งจัดทัพ  กลับไปตี

 

บุกขยี้  อยุธยา  ไม่ช้าใย

โหมกำลัง  ช้างม้า  อัตรารบ

 

หวังสยบ  นเรศวร  ให้จงได้

ทัพเจ้าแปร  และตองอู  เคยคู่ใจ

 

ส่งเคลื่อนย้าย  เดินผ่าน  ด่านละเมา

ทัพเชียงใหม่  ย้ายทางเรือ  เพื่อสมทบ

 

ทำการรบ  อีกครั้ง  เหมือนดังเก่า

กองทัพหลวง  เป็นทัพใหญ่  มิใช่เบา

 

เคลื่อนที่เข้า  บุกผ่าน  ด่านเจดีย์

ให้เจ้าเมือง  จาปะโร  เป็นทัพหน้า

 

เร่งยาตรา  หมายมุ่ง  สู่กรุงศรี

ยุทธบรรจบ  พบกำลัง  หวังโจมตี

 

สองแสนสี่  อุปราชา  บัญชาการ

ปีกซ้ายขวา  หน้าหลัง  ระวังปล้น

 

เคลื่อนไพร่พล  ระวังภัย  ไม่ห้าวหาญ

รุกเข้ามา  ตระพังตรุ  เมืองสุพรรณ

 

ตั้งที่มั่น  ลาดตระเวน  เป็นประจำ

สมิงเป่อ  จอคราน  และซาม่วน

 

ออกก่อกวน  หาข่าว  ชาวสยาม

ทัพทางเหนือ  มาเมื่อไร  ให้ติดตาม

 

ทำสงคราม  พร้อมกัน  อย่างมั่นใจ

     ๏ นเรศวร  พระมหา  ราชาธิราช

 

ความอาฆาต  แค้นขุ่น  ไม่สูญหาย

เพราะเขมร  เป็นหอก  ตอกข้างกาย

 

ลอบทำร้าย  ชายแดน  จึงแค้นเคือง

ประมาณว่า  พม่าพ่าย  คงไม่กล้า

 

จะยกมา  หลายครั้ง  อย่างต่อเนื่อง

สั่งจัดทัพ  ตีเขมร  จะยึดเมือง

 

พอรู้เรื่อง  จึงหยุดทัพ  รับข่าวกรอง

ศึกพม่า  ครานี้  มีสี่ทัพ 

 

ต้องตั้งรับ  ข้าศึก  ให้ถูกต้อง

ทรงมีพระ-  ราชดำริ  คิดตริตรอง

 

เมืองอ่างทอง  ชัยภูมิ  ควบคุมดี

กว่าจะทราบ  เรื่องข้าศึก  ที่ฮึกหาญ

 

ล่วงหกวัน  ผ่านแดน  สองแสนสี่

ตัดสินใจ  ทำลายทัพ  หงสาวดี

 

เสียก่อนที่  ยุทธบรรจบ  จะพบกัน

     ๏ เคลื่อนทัพมุ่ง  ทุ่งป่าโมก  เมืองวิเศษ

 

พระโปรดเกศ  จัดหนึ่งแสน  ทหารหาญ

สั่งกองโจร  ครันครบ  รบประจัญ

 

ปฏิบัติการ  ตามหน้าที่  ดังมีมา

ณ ราชบุรี  อมรินทร  ฤาชัย

 

จัดชาติชาย  ห้าร้อยคน  เที่ยวค้นหา

หลบสุมทุม  ซุ่มโจมตี  เข้าบีฑา

 

แย่งศาสตรา  อาหาร  การลำเลียง

ให้ทำลาย  รื้อสะพาน  ทางด้านหลัง

 

ตัดกำลัง  ทางถอย  คอยหลีกเลี่ยง

ดักสังหาร  ด้านหลัง  คลังเสบียง

 

ให้ซุ่มเสี่ยง  กวนใจ  ใช้ตัดรอน

พระยาศรี  ไสยณรงค์  ส่งไปรับ

 

ขัดตาทัพ  ส่วนหน้า  พม่าก่อน

พร้อมพระยา  ฤทธานนท์  นำพลจร

 

ไปตัดรอน  ต้านทาน  บ้านท่าคอย

     ๏ นเรศวร  พร้อมเอกา  พระทรงยศ

 

เกียรติปรากฏ  รบเคียงไหล่  ไม่เคยถอย

ทรงประทับ  พระที่นั่ง  สั่งเรือลอย

 

กำลังน้อย  ค่อยคิดอ่าน  การเอาชัย

ถึงป่าโมก  มะม่วงหวาน  ยกศาลขึ้น

 

ปั้นหุ่นยืน  ดินป่าช้า  มาตั้งไว้

ทรงพระแสง  ของพระองค์  ฟันลงไป

 

เรียกตัดไม้  ข่มนาม  ตามพิธี

ตามความเชื่อ  เพื่อสร้างขวัญ  ทางการรบ

 

จะสยบ  ข้าศึกจม  ข่มราศรี

ของศัตรู  ผู้รุกล้ำ  ย่ำธานี

 

เลิกราวี  บีฑา  ถอยล่าไป

ราตรีนั้น  พลันสุบิน  ถิ่นน้ำป่า

 

ไหลหลากมา  ปะพบ  จระเข้ใหญ่

ทรงพระแสง  ลุยประจัญ  ฟันจนตาย

 

โหรทำนาย  ว่าปราบมาร  ผลาญไพรี

จะปรากฏ  เกียรติกำจาย  ได้ลือเลื่อง

 

จะฟุ้งเฟื่อง  ทั่วไป  ในกรุงศรี

ทุกดินแดน  แคว้นน้อยใหญ่  ในปฐพี

 

ยุทธหัตถี  มีชัย  พ้นภัยพาล

รุ่งสิบสาม  มกรา  สามห้าศก

 

พระทรงยก  ยาตราพหล  พลกล้าหาญ

บ้านสามโก้  ท่าอู่ทอง  ของสุพรรณ

 

ค่ายหลวงมั่น  หนองสาหร่าย  ใกล้ท่าคอย

พระยาศรี  ไสยณรงค์  คงคอยทัพ

 

รอตั้งรับ  ต้านทาน  ไม่ท้อถอย

ควบคุมทัพ  รับบัญชา  หาร่องรอย

 

ไปดักคอย  หาข่าว  ดอนระฆัง

ลาดตระเวน  ส่งข่าว  การเคลื่อนไหว

 

ของทัพใหญ่  ข้าศึก  ตามรับสั่ง

เฝ้าตรวจตรา  พม่าเคลื่อน  เตือนระวัง

 

พระทรงตั้ง  แต่งทัพ  รับให้ดี

กำลังรบ  เปรียบเทียบ  เสียเปรียบกว่า

 

ต้องรับหน้า  แล้วโอบอ้อม  ล้อมทางหนี

จัดเบญจ  เสนา  ห้าทัพมี

 

ยุทธวิธี  ตีโต้ตอบ  ลอบทำลาย

กองทัพหน้า  เตรียมสยบ  รบปะทะ

 

ได้จังหวะ  ตีโอบ  ด้วยทัพใหญ่

กองทัพหนุน  ขยายผล  จนคลี่คลาย

 

ทัพเกียกกาย  ยกบัตร  เสริมอัตรา

ทั้งห้ากอง  ต้องให้มี  ทางหนีไล่

 

จัดเอาไว้  สองซีก  ปีกซ้ายขวา

รวมกำลัง  สั่งการรบ  ครบศาสตรา

 

ตั้งพระยา  บัญชารบ  ครบกระบวน

     ๏ ฝ่ายพม่า  ผู้รุกราน  มั่นใจหมาย

 

สั่งเคลื่อนย้าย  มุ่งประจัญ  นเรศวร

บ่ายสามโมง  ตรงมาถึง  พนมทวน

 

เกิดลมหวน  เป็นระลอก  บอกเหตุลาง

บังเกิดลม  เวรัมภา  สลาตัน

 

หักสะบั้น  เศวตฉัตร  บนหลังช้าง

ตกยังพื้น  ตื่นตะลึง  บ่งถืงลาง

 

จะวายวาง  บอกเหตุ  เป็นเพทภัย

ท่านโหรา  มิกล้าทูล  ซึ่งมูลเหตุ

 

ว่าอาเพศ  ที่ได้เห็น  เป็นความหมาย

แต่กราบทูล  ตรงข้าม  คำทำนาย

 

อันลางร้าย  เก็บความลับ  กลับบอกดี

อุปราชา  ปรึกษางาน  เรื่องการทัพ

 

ต่างขานขับ  ไม่ละลด  บดขยี้

ใช้กำลัง  ที่มากกว่า  เข้าราวี

 

มุ่งโจมตี  มิยอมให้  ไทยตั้งตัว

     ๏ พระทรงเครื่อง  จอมทัพไทย  พิชัยยุทธ

 

ครบอาวุธ  ชุดทรงผ้าว  เจ้าอยู่หัว

ชึ้นคชา  ช้างศึก  ไม่นึกกลัว

 

เพื่อเตรียมตัว  รบรัน  ประจัญบาน

   ๏ ด้วยเวลา  ระยะทาง  ระหว่างทัพ

 

การรุกรับ  จะต้องอุบัติ  ดังคาดฝัน

ไม่อาจเลี่ยง  หลีกเร้น  เข่นฆ่าฟัน

 

เพราะถึงวัน  ชำระแค้น  แน่นอุรา

     ๏ นเรศวร  ประทับคอ  พลายทองคำ

 

พระยาราม  ราฆพ  กลางช้างกล้า

นายมหา  นุภาพ  ท้ายคชา

 

พระเอกา  ประทับคอ  พลายบุญเรือง

แนวช้างดั้ง  ช้างกัน  อย่างครันครบ

 

เตรียมออกรบ  ตามแผน  แสนครบเครื่อง 

ใกล้สาดน้ำ  รดกัน  สนั่นเมือง

 

ความแค้นเคือง  กับความตาย  ใช้เดิมพัน

     ๏ พระยาศรี  ไชยณรงค์  ส่งกองทัพ

 

เข้ารบกับ  ข้าศึก  ที่ฮึกหาญ

ณ ตำบล  ดอนเผาข้าว  เข้าฟาดฟัน

 

ปืนสนั่น  ลั่นคะนึง  อื้ออึงมา

ทิพเสนา  ม้าเร็ว  ปลัดตำรวจ

 

ออกไปตรวจ  กลับแล้ว  กราบทูลว่า

พระยาศรี  ต้านไม่ไหว  แตกพ่ายมา

 

พลพม่า  จำนวนมาก  ยากต่อกร

พระทรงถาม  ที่ประชุม  กลุ่มนายกอง

 

ทุกคนพ้อง  ต้องต้านทาน  ให้อยู่ก่อน

ขอให้ส่ง  กองหนุน  ไปรานรอน

 

ช่วยบั่นทอน  ยับยั้ง  รั้งให้ดี

เมื่อยั้งอยู่  ยกกำลัง  จากทัพใหญ่

 

เข้ารุกไล่  เสริมพลัง  อย่างเร็วรี่

นเรศวร  ครวญใคร่  ว่าไม่ดี

 

สั่งทันที  ให้ถอยมา  อย่าภวังค์

ลาดตระเวน  แล้วทำไม  จึงไปรบ

 

หากได้พบ  ส่วนใหญ่  ให้ถอยหลัง

ควรรบพลาง  ถอยพลาง  อย่างระวัง

 

ไปสิ้นหวัง  แตกพ่าย  ถูกไล่มา

กองทัพใหญ่  หยุดยั้ง  ตั้งคอยรับ

 

รอการกลับ  ไสยณรงค์  อยู่ตรงหน้า

สี่ชั่วโมง  คาดการณ์ไว้  ได้เวลา

 

ทัพพม่า  ไล่ล้าง  อย่างเมามัน

     ๏ ยี่สิบห้า  มกรา  เวลาเที่ยง  

 

พม่าเสี่ยง  ทรงเห็น  เป็นแม่นมั่น

ฝ่ายพม่า  ยังประมาท  ไล่ฟาดฟัน

 

ส่งสัญญาณ  ทัพทั้งหลาย  ให้ออกดี

     ๏ พระนเรศวร  เอกา  ช้างม้ารบ

 

ออกประกบ  โอบปีกขวา  พม่าหนี

ทัพหงสา  มิรู้ยล  กลวิธี

 

จึงแตกหนี  ทหารไทย  ไล่ฆ่าฟัน

อันคำสั่ง  ออกตี  มิทั่วถึง

 

ทุกทัพจึง  มิได้พร้อม  ออกจากฐาน

มีบางทัพ  ตามเสด็จไป  ไม่ทันการ

 

สององค์ท่าน  ไล่ล่า  พม่าไกล

บังเอิญช้าง  ตกมัน  จึงพล่านศึก

 

ลุยหาญฮึก  โรมรัน  สนั่นไหว

ตะลุมบอน  ฝุ่นตลบ  อบอวลไป

 

ฝุ่นจางหาย  มองเห็นแถว  แนวศัตรู

ทอดพระเนตร  ช้างทรงชุ่ม  ใต้พุ่มไม้

 

เครื่องแต่งกาย  สูงศักดิ์  เตรียมต่อสู้

คิดจะฮึก  คึกหาญ  เข้าพันตู

 

พระทรงรู้  ต้องมีภัย  ไม่ได้การ

พระสติ  คงมั่น  มิหวั่นหวาด

 

สุดฉลาด  ปราชญ์เปรื่อง  เรื่องพื้นฐาน

ดุลยพินิจ  พิจารณา  ปฏิภาณ

 

ความกล้าหาญ  ขับช้างทรง  ตรงเข้ามา

หนทางเดียว  เอาชนะ  ในครั้งนี้

 

ต้องต่อตี  ตัวต่อตัว  ไม่มัวช้า

พระเจ้าพี่  นิ่งอยู่ไย  ไสช้างมา

 

กษัตรา  กล้าชนช้าง  จะไม่มี

เพื่อให้เป็น  เกียรติยศ  ปรากฏชื่อ

 

ได้เลื่องลือ  เชิญมาทำ  ยุทธหัตถี

อุปราชา  ฟังสำแดง  แจ้งคดี

 

บังเกิดมี  ขัตติยะ  มานะใจ

ชาติกษัตริย์  ตรัสออกไป  ไม่รับท้า

 

จะเสียหน้า  เหล่านักรบ  ทั้งปวงได้

จึงขับช้าง  พลายพัทธกอ  จ่อเข้าไป

 

ณ ทันใด  จึงเกิดมี  วีรกรรม

     ๏ ภายใต้ฝุ่น  หมอกควัน  อันตลบ     

 

ไทยไล่รบ  พม่าหนี  แบบผลีผลาม

จาปะโร  หนีตาย  ถูกไล่ตาม

 

กลัวโดนหยาม  อยากละลด  ให้หมดอาย

จึงไสช้าง  คชศึก  ฮึกเข้าหา

 

พระเอกา  พลายบุญเรือง  เข้ารับไว้

เกิดสององค์  บรมกษัตริย์  แห่งชาติไทย

 

ฝากชื่อไว้  ในโลกา  คชาชาญ

     ๏ อุปราชา  เงื้อง้าว  เข้าต่อสู้

 

เกิดพันตู  สู้ชน  บนช้างสาร

ศาสตราวุธ  แกว่งไกว  ไล่โรมรัน

 

เสียงสนั่น  สะท้านฟ้า  ทั่วธานินทร์   

พลายทองคำ  ถลำเงย  โดนเสยล่าง

 

ถึงหันข้าง  ถูกดัน  จนหันหิน

พระแสงง้าว  อุปราชา  ถลาบิน

 

ไม่ราคิน  องค์นเรศร์  เบี่ยงกายา

หนังมาลา  ต้องพระแสง  ตะแคงยับ

 

ช้างสลับ  ผกผัน  ดันถลา

พลายทองคำ  ค้ำล่าง  ได้ครั้งครา

 

เสยด้วยงา  พัทธกอ  งอเอียงตัว

ความไวว่อง  คล่องแคล่ว  ใจแน่วนิ่ง

 

ของพระมิ่ง  ผ่านผ้าว  เจ้าอยู่หัว

ฟันด้วยง้าว  เข้าที่ไหล่  ไพล่ลงตัว

 

ถึงมืดมัว  แดดิ้น  สิ้นชีวา

อุปราชา  มาสูญสิ้น  ถิ่นสยาม

 

เหตุเพราะความ  โหดห้าว  เจ้าหงสา

อยากจะได้  แผ่นดินทอง  ของอโยธยา

 

ต้องเสียหน้า  เสียรี้พล  ด้วยจนใจ

จาปะโร  แม่ทัพหน้า  มาพ่ายแพ้

 

ตายให้แก่  พระเอกา  เสียจนได้

นามกระเดื่อง  ทั้งแดนดิน  ทั่วถิ่นไทย

 

พม่าพ่าย  ถูกประหาร  ผลาญชีวี

     ๏ นาทีนั้น  สั่นตะลึง  ถึงข้าบาท

 

อุปราช  กรูเข้าใส่  พระทรงศรี

ทั้งปืนผา  หน้าไม้  หลากหลายมี

 

จวบพอดี  กองทัพไทย  มาถึงทัน

ตะลุมบอน  ก่อนปิดฉาก  ยุทธหัตถี

 

ต่างราวี  ดังหมาย  ที่ใจมั่น

ทัพทุกกอง  ต้องการชิง  สองราชันย์

 

เพื่อป้องกัน  พระองค์ออก  นอกยุทธภูมิ

ไฟตะเลง  ร้อนรน  ค่นแค้นนัก

 

เลือดทะลัก  เข้าตาจน  โดนเพลิงสุม

เห็นลางแพ้  แน่นอน  ยิ่งร้อนรุม

 

เข้าควบคุม  พระศพ  อุปราชา

     ๏ เจ้าพระยา  สีหราช  เดโชชัย

 

กันเทพไท้  จากการรุม   กลุ่มพม่า

พร้อมกับเจ้า  พระยา  มหาเสนา

 

กันพระเอกา  มาได้  พ้นภัยพาล

กระสุนปืน  ต้องพระหัตถ์  องค์ขัตติยะ

 

ถูกนายมหา  นุภาพ  ถึงอาสัญ

พร้อมกลางช้าง  พระเอกา  ชีวาวัน

 

ตายด้วยกัน  ภักดีศวร  ควรศรัทธา

     ๏ ครั้นผ่านพ้น  ยุทธภูมิ  กลุ่มการรบ

 

จัดสมทบ  กองกำลัง  อย่างแน่นหนา

ส่วนตะเลง  เลิกทัพ  กลับพารา

 

พระเอกา  นเรศวร  หวนภวังค์

พระองค์ท่าน  มิได้คิด  ติดตามไล่

 

ให้ถอยไป  โดยดี  มิขัดขวาง

กำลังน้อย  ด้อยกว่า  พะว้าพะวัง

 

มีรับสั่ง  ถอนทัพ  กลับนคร

     ๏ การสงคราม  ยุทธหัตถี  ครั้งนี้นั้น

 

สองราชันย์  สรรสร้าง  อนุสรณ์

วีรกรรม  ยิ่งใหญ่  ขจายขจร

 

ทุกนคร  เกรงอำนาจ  ราชบารมี

เกียรติยศ  ปรากฏไกล  ไปทั่วทิศ

 

ทรงพิชิต  จนพม่า  สิ้นราศรี

อยุธยา  เป็นปึกแผ่น  แคว้นธานี

 

กู้กรุงศรี  อิสรภาพ  ปราบภัยพาล

อาณาจักร  ชาติไทย  ขยายเขต

 

แดนประเทศ  กว้างไกล  ใหญ่ไพศาล

แม้ศึกเหนือ  ศึกใต้  ไม่แผ้วพาล

 

พ้นรำพัน  พระทรงศรี  มิอาจเลือน

     ๏ พระผู้ทรง  ราชศักดิ์  อาญาสิทธิ์

 

ธ สถิตย์  ยุทธการ  สรรใครเหมือน

ผิดต่อหน้า  อริราช  มิอาจเตือน

 

จะลบเลือน  มลทิน  เมื่อสิ้นปราณ

แม้นมีชัย  ในสงคราม  ก็ตามเถิด

 

เมื่อบังเกิด  ผิดครรลอง  ต้องประหาร

ให้ลูกขุน  ปรึกษาโทษ  โปรดตามการณ์

 

จงประหาร  บั่นชีวิต  ให้ปลิดปลง

มันนำพล  ลาดตระเวน  เห็นบังอาจ

 

ไปพลั้งพลาด  รบประชิด  ผิดประสงค์

ทำกองทัพ  ถึงแยก  ต้องแตกลง

 

ไสยณรงค์  ฝ่าฝืน  ราชโองการ

พระยาเทพ  อรชุน  พิชัยสงคราม

 

พระยาราม  คำแหง  ไม่กล้าหาญ

พระยาคลัง  จักรี  ที่ช้าการ

 

ตามไม่ทัน  เสด็จทัพ  รับอาญา

พวกขุนนาง  ถูกนำ  ไปจำตรุ 

 

รอบรรลุ  โทษประหาร  ให้ตักษา

พ้นวันที่  สามสิบ  มกรา

 

สังฆราชา  วัดป่าแก้ว  แว่วเรื่องราว

ยี่สิบห้า  คณะสงฆ์  ตรงวังราชย์

 

บิณฑบาตร  พิฆาตโทษ  จากองค์เจ้า

นเรศวร  ทวนทบ  จบเรื่องราว

 

พระคุณเจ้า  พนรัตน์  ตรัสเมตไตรย์

     ๏ มันปล่อยโยม  สองพี่น้อง  ยุทธหัตถี

 

ยังโชคดี  ยิ่งนัก  ไม่ตักษัย

มิฉะนั้น  คงสูญสิ้น  แผ่นดินไทย

 

จะกลับกลาย  เป็นพม่า  หงสาวดี

    ๏ อาตมา  ว่าพวกนั้น  คงสำนึก

 

กลัวข้าศึก  กว่าองค์ท่าน  นั้นใช่ที่

เหตุบังเอิญ  เกียรติยศ  ปรากฏมี

 

ยุทธหัตถี  สองกษัตริย์  มหัศจรรย์

เหมือนเมื่อครั้ง  สมเด็จ  พระพุทธองค์

 

เสด็จทรง  ปราชิต  บัลลังก์ขันธ์

เทพเจ้า  ดาษดื่น  หมื่นจักรวาล

 

พระยามาร  หาญกล้า  มาผจญ

ถ้าพุทธเจ้า  มีปวงเทพ  บริวาร

 

ชนะมาร  ไม่ปรากฏ  พระยศพล

นี่บังเอิญ  อมรอินทร์  สิ้นสกล

 

พระยศพล  องค์เดียว  มหัศจรรย์

พระเกียรติก้อง  ทั่วอนันต์  โลกธาตุ

 

ดั่งพระราช  องค์นรินทร์  ปิ่นสวรรค์

หากพร้อมด้วย  ทวยหาญกล้า  คณานันท์

 

เข้าโรมรัน  ชนะได้  ไม่เลื่องลือ

แต่บังเอิญ  เหล่าขุนนาง  ดังปรากฏ

 

เสริมพระยศ  เกรียงไกร  ให้มีชื่อ

สำแดงเดช  เกียรติก้อง  ร้องระบือ

 

นั่นก็คือ  พุทธองค์  ทรงปราบมาร

ขอพระองค์  ทรงอย่า  ปริวิตก

 

อย่าน้อยอก  น้อยพระทัย  ทหารหาญ

เทพเจ้า  ประจำองค์  ทรงบันดาล

 

ให้พบพาน  บารมี  ทวีไกล

     ๏ นเรศวร  ฟังสมเด็จ  พระเถระ

 

ผู้เป็นพระ  อาจารย์  ที่เลื่อมใส

ความพิโรธ  โกรธา  เริ่มคลาคลาย

 

รับถวาย  พระพร  อาราธนา

     ๏ คณะสงฆ์  และอาต-  มาภาพ 

 

ก็รับทราบ  ผู้ใกล้ชิด  ผิดหนักหนา

แต่พวกเขา  เฝ้าเบื้องบาท  พระอัยกา

 

พระปิตุลา  และพระองค์  ผู้ทรงชัย

เปรียบประดุจ  พระพุทธ  บริษัท

 

องค์ไตรรัตน์  บรมครู  ยกโทษให้

ขอบิณฑบาตร  ยกโทษ  โปรดอภัย

 

เพื่อจะได้  รับราชการ  ฐานเมตตา

     ๏ นเรศวร  สาธุกาล  พระคุณเจ้า

 

แต่พวกเขา  ความผิด  คิดกังขา

เมืองทวาย  ตะนาวศรี  ตีเอามา

 

ทุกข้อหา  พ้นโทษ  เลิกโกรธกัน

     ๏ อาตมา  คณะสงฆ์  เป็นเถระ

 

เรื่องที่จะ  ตีบ้าน  ผ่านเมืองนั้น

มิใช่กิจ  ของสงฆ์  จงประทาน

 

สุดแต่ท่าน  สงเคราะห์ให้  ถวายพระพร

     ๏ การสงคราม  ชนช้าง  สร้างบุรุษ

 

ที่สูงสุด  สองกษัตริย์  อนุสรณ์

จอมราชันย์  งามสง่า  ฟ้าอมร

 

กลางสมร  เก่งกาจ  เหนือปฐพี

คชสาร  พระเทพไท้  ไชยานุภาพ

 

คชปราบ  ในการยุทธ  หัตถี

ได้นามเจ้า  พระยาปราบ  หงสาวดี

 

คชสีห์  ก้องหล้า  สุดฟ้าไกล

ช้างเอกา  เจ้าพระยา  ปราบไตรจักร

 

เกียรติศักดิ์  สูงล้ำ  งามไฉน

พระแสงง้าว  ศาสตรา  ที่คว้าชัย

 

แสนพลพ่าย  เจ้าพระยา  คู่ธานินทร์

พระสถูป  อนุสรณ์  หนองสาหร่าย

 

โปรดสร้างไว้  เตือนจิต  คิดถวิล

ปราบศัตรู  ผู้รุกราน  ผลาญไพรินทร์

 

พ้นราคิน  อนุสรณ์  ดอนเจดีย์

     ๏ พุทธรูป  พระติ-  โลกนารถ

 

พระกู้ชาติ  กู้แผ่นดิน  ถิ่นกรุงศรี

สร้างสถูป  ชัยมงคล  พระสถลเจดีย์

 

เพื่อชีพพลี  เสียสละ  วีรชน

สถิตย์อยู่  อยุธยา  วัดป่าแก้ว

 

สำเร็จแล้ว  ถวายอุทิศ  นิมิตกุศล

ผู้ล่วงลับ  ทั้งหลาย  ที่วายชนม์

 

สำฤทธิ์ผล  แห่งบุญ  ไม่สูญไทย

     ๏ เมืองทะวาย  มะริด  ตะนาวศรี

 

หงสาวดี  เข้ายึด  เอาไปได้

เดิมนั้นเป็น  อาณาจักร  สุโขทัย

 

ได้หลุดไป  สมัยกษัตริย์  บุเรงนอง

เมื่อปลายปี  สามสิบห้า  พระยาคลัง

 

รับคำสั่ง  ตีทะวาย  หมายสนอง

ให้ตีต่อ  เมาะตะมะ  เอามาครอง

 

เมืองทั้งสอง  ยุทธศาสตร์  ของชาติไทย

เมืองมะริด  และเมือง  ตะนาวศรี

 

สั่งจักรี  ตีเอามา  ให้จงได้

เจ้าตองอู  ยกกองทัพ  มาปราบไทย

 

ต้องแพ้ไป  เพราะไทยมอญ  รอญต้านทาน

หัวเมืองมอญ  แต่บัดนั้น  เป็นต้นมา

 

อยุธยา  ครอบครอง  มาสืบสาน

ขุนนางไทย  ได้หลุดพ้น  จากโทษทัณฑ์

 

บรรณาการ  ต่อไทย  ด้วยไมตรี

     ๏ ต่อจากนั้น  สองปี  ที่เขมร

 

จะละเว้น  ไม่กวนไทย  ให้เสื่อมศรี

แต่พระยา  ละแวก  แตกไมตรี

 

มาย่ำยี  หลายครั้ง  อย่างตั้งใจ

พระผ่านผ้าว  เจ้าสมเด็จ  นเรศวร

 

มาทบทวน  ว่าละแวก  แปลกไฉน

ยกโยธี  กรีฑาทัพ  อย่างฉับไว

 

จับเอาไว้  คนตระบัด  สัจธรรม

ให้นำตัว  เจ้าหัวหน้า  มาประหาร

 

พิธีการ  สาใจ  เพราะใฝ่ต่ำ

ทรงกระทำ  พิธี  ปฐมกรรม

 

ให้หลาบจำ  ที่ทำผิด  คิดราญรอน

     ๏ ในภายหลัง  สั่งทัพ  กลับหงสา   

 

กษัตริย์พม่า  วุ่นวาย  ไม่ถ่ายถอน

เสียพระทัย  แทบแดดิ้น  ไม่กินนอน

 

เศร้าอาวรณ์  ราชบุตร  อุปราชา

ความกลัดกลุ้ม  รุมเร้า  เข้าสุมอก

 

ยิ่งวิตก  เรื่องลูกชาย  ขันอาสา

ต้องพ่ายแพ้  ลูกเชลย  เคยบีฑา

 

สิ้นชีวา  เกียรติยศ  แสนโกรธเคือง

ทุกวันคืน  ครุ่นคิด  จะแก้แค้น

 

มันสุดแสน  จะผ่อนคลาย  ไม่กระเตื้อง

ประเทศราช  หลายแห่ง  ยิ่งแข็งเมือง

 

จึงหาเรื่อง  กับสุพรรณ  กัลยา

เสวยแต่  น้ำจันฑ์  อันเนืองนิจ

 

เฝ้าครวญคิด  ถึงองค์  โอรสา

เมื่อครั้งใด  ดื่มเหล้า  เมาสุรา

 

ขู่จะฆ่า  พระสุพรรณ  ทุกวันไป

พระสุพรรณ  พร้อมธิดา  ผวาจิต

 

พระนางคิด  ว่าสักวัน  คงตักษัย

จึงขอร้อง  พระองค์จันทร์  ด้นดั้นไป

 

ฝากของให้  แด่องค์  อนุชา

แล้วเหตุการณ์  ก็บังเกิด  เสียจนได้

 

เมื่อเมามาย  นันทบุเรง  เข้าเข่นฆ่า

สิ้นอาสัญ  พระสุพรรณ   กัลยา

 

พร้อมธิดา  องค์น้อย  พลอยสิ้นใจ

     ๏ พระองค์จันทร์  พระธิดา  ราเมศวร

 

นางโอดครวญ  แทบแดดิ้น  สิ้นสลาย

ทหารมอญ  ลอบพานาง  เดินทางไกล

 

หนีความตาย  จนไปถึง  อยุธยา

เมื่อถึงปาย  แวะอาศัย  ในกระท่อม

 

พม่าล้อม  ป่าลาน  อย่างแน่นหนา

เอาไฟเผา  สองผัวเมีย  เสียชีวา

 

เล็ดลอดมา  ปลอดภัย  ได้กราบทูล 

ถวายผอบ  พระเกศา  ให้เหนือหัว

 

ถวายตัว  แด่เทพไท้  องค์ไอศูรย์

ยังความเศร้า  โศกา  สุดอาดูร

 

ถูกทารุณ  พระพี่นาง  ช่างมีกรรม

เสียสละ  ให้พระองค์  ผู้ทรงศักดิ์

 

ยอมลำบาก  ใจกาย  ให้สยาม

นันทบุเรง  เลวไฉน  ได้ก่อกรรม

 

มากระทำ  อิสตรี  ชีวาวาย

     ๏ พระวิสุทธิ์  กษัตริย์  ราชมารดา

 

เศร้าโศกา  รำพัน  กรรแสงไห้

เป็นเพราะแม่  ส่งเจ้า  เข้าไปตาย

 

ใครเข้าใจ  หัวอกแม่  อย่างแท้จริง

     ๏ นเรศวร  เอกา  อุราร้าว

 

พระผ่านผ้าว  ขบพระทนต์  จนแน่นิ่ง

สั่งพระยา  จักรี  มิประวิง

 

สรรพสิ่ง  เกณฑ์สรรหา  โยธาไทย

จะเอาเลือด  นันทบุเรง  มาเซ่นสรวง

 

บูชาดวง  พระวิญญาณ  ให้จงได้

จะขอเหยียบ  เมืองหงสา  ให้สะใจ

 

แค้นนี้ใหญ่  หลวงนัก  จักประมาณ

พระมารดา  หย่าศึก  นึกรันทด

 

สุดสลด  พระทัย  ให้สงสาร

ชะตากรรม  ช้ำตรม  มานมนาน

 

อยากให้บ้าน  เมืองสงบ  เลิกรบรา

นเรศวร  เมื่อครวญใคร่  ให้จัดทัพ

 

เป็นความลับ  ปกปิด  อย่างแน่นหนา

มิให้ล่วง  รู้ถึงกรรณ  พระมารดา

 

เตรียมกรีฑา  ยกทัพ  ปราบสาวดี

ส่วนองค์จันทร์  ทหารมอญ  รอนแรมป่า

 

เดินทางมา  สองต่อสอง  ประคองหนี

ไม่อาจพ้น  มลทิน  สิ้นราคี

 

จัดพิธี  สมรส  หมดเรื่องราว

พระวิสุทธิ์  กษัตริย์  จัดการให้

 

เพื่อได้หาย  คายเคือง  เรื่องอื้อฉาว

พระองค์จันทร์  ยอมบากหน้า  วิวาห์เงา

 

ทนปวดร้าว  ระทม  ข่มจาบัลย์

ทหารมอญ  ต่อมา  อาสารบ

 

จนประสบ  เคราะห์ร้าย  ได้อาสัญ

ชีวิตมอญ  เสียสละ  พระทรงธรรม์

 

สุดจะกลั้น  อาลัย  ให้เหรียญตรา

     ๏ อีกไม่นาน  พระมารดา  ประชวรหนัก

 

ต้องพลัดพราก  จากสอง  โอรสา

สิ้นพระชนม์  พระวิสุทธิ์  สุดเยียวยา

 

ทรงชรา  ล่วงลับ  ดับสิ้นใจ

สองพระกษัตริย์  โศกา  แสนอาดูร

 

คิดถึงคุณ  พระมารดา  น้ำตาไหล

ภารกิจ  กอบกู้  เคียงคู่ไทย

 

พระหทัย  กลัดหนอง  หมองวิญญา

ถวายเพลิง  สมพระ-  เกียรติชนนี 

 

เตรียมโยธี  ชำระแค้น  แดนพม่า 

ศึกสงคราม  อดีตกาล  ที่ผ่านมา

 

พวกพม่า  มาราวี  ย่ำยีไทย

อยุธยา  ทุกคราครั้ง  ต้องตั้งรับ

 

เคยยกทัพ  ตีพม่า  ก็หาไม่

มาคราวนี้  จะขอบุก  รุกเข้าไป

 

ด้วยพลไพร่  กว่าแสน  แค้นอุรา

ด่านเจดีย์  สามองค์  ทรงเดินทัพ

 

สมทบกับ  ทัพมอญ  ที่คอยท่า

ออกจากเมือง  เมาะตะมะ  จู่โจมมา

 

ล้อมหงสา  สามเดือน  ไม่เคลื่อนคลาย

พยายาม  ส่งทหาร  เข้าหาญหัก

 

ต้องชะงัก  หลายที  ตีไม่ได้

ทัพอังวะ  ตองอูแปร  แห่ทัพไป 

 

ด้วยตั้งใจ  ช่วยเหลือ  หงสาวดี

นเรศวร  ทรงตระหนัก  หลักสงคราม

 

จะผลีผลาม  บุกเข้าไป  ก็ใช่ที่

จะรอรบ  สองด้าน  นั้นไม่ดี

 

ไม่รอรี  เลิกทัพ  กลับเมืองไทย

ในการบุก  หงสาวดี  ครั้งที่หนึ่ง

 

แม้ไม่ถึง  บรรลุ  สู่จุดหมาย

ได้บทเรียน  เป็นข้อคิด  สะกิดใจ

 

รบครั้งใหม่  หวังสำเร็จ  ให้เสร็จการ

     ๏ ในระหว่าง  ว่างสงคราม  เกือบสามปี

 

หงสาวดี  ถึงคราวแยก  จนแตกซ่าน

เกิดแก่งแย่ง  ชิงเด่น  ไม่เว้นวัน

 

ความสัมพันธ์  แน่นแฟ้น  เกิดแคลนคลาย

เรื่องแต่งตั้ง  พระมหา  อุปราชา

 

ยอชะวา  ราชโอรส  สิ้นสลาย

เจ้าตองอู  หมดหวัง  สมตั้งใจ

 

กลับมอบให้  อังวะ  ขึ้นมาครอง

เคยสัมพันธ์  กันดี  กับหงสา

 

หันกลับมา  เข้ากับไทย  ใฝ่ผยอง

แขวงใหญ่น้อย  เช่นยะไข่  ยังใฝ่ปอง

 

หวังครอบครอง  เป็นใหญ่  ชายทะเล

     ๏ ปีสองพัน  หนึ่งร้อย  สี่สิบสาม

 

ทัพสยาม  เตรียมโรมรัน  ไม่หันเห

แต่ตองอู  ยะไข่  ใจรวนเร

 

จิตใจเขว  เพราะเถระ  ชื่อเสียมเพรียม

แม้กองทัพ  ของไทย  ไพร่พลหาญ

 

วางแผนการ  แยบยล  และยอดเยี่ยม

ให้จักรี  ล่วงหน้า  เข้ามาเตรียม

 

เถรเสียมเพรียม  ยุตองอู  ให้สู้ไทย

เสียเวลา  ปราบมอญ  จึงชักช้า

 

ถึงหงสา  ไม่ทัน  คาดการณ์ไว้

สาวดี  มีทัพล้อม  ก่อนทัพไทย

 

ทัพยะไข่  ทัพตองอู  รู้เท่าทัน

นันทบุเรง  เกรงว่าเมือง  จะย่อยยับ

 

จึงเปิดรับ  ตองอู  เข้าสู่ฐาน

เจ้าตองอู  ได้กวาดทรัพย์  ศฤงคาร

 

นำกลับบ้าน  เมืองตองอู  ดูง่ายดาย

พร้อมพระเจ้า  หงสา  พาไปด้วย

 

หวังเพื่อช่วย  รักษาเมือง  ตองอูได้

พระเอกา  ยกกองทัพ  ติดตามไป

 

ล้อมเมืองไว้  แน่นหนา  เตรียมราวี

     ๏ กองทัพของ  สมเด็จ  เกศสยาม

 

ยกติดตาม  มาถึง  บุรีศรี

เป็นเมืองร้าง  ว่างเปล่า  สาวดี

 

สั่งทันที  ทำลาย  ทั้งพารา

รับสั่งห้าม  ทำลาย  แหล่งสำคัญ

 

สิ่งยึดมั่น  ทางพุทธศาสนา

หากผู้ใด  ขัดขืน  ฝืนบัญชา

 

ลงอาญา  โทษประหาร  ผลาญชีวี

ทหารมอญ  นำถวาย  พระอัฐิ

 

เสด็จพี่  กัลยา  มารศรี

นเรศวร  ตามอนุชา  ไปทันที 

 

ล้อมบุรี  ตองอู  ขอสู้ตาย

     ๏ หากกูจับ  นันทบุเรง  มาเซ่นสรวง

 

ให้แก่ดวง  พระวิญญาณ  ยังไม่ได้

ไม่ขอคืน  อยุธยา  ให้อับอาย

 

คนเลวร้าย  เยี่ยงนี้  ต้องรับกรรม

     ๏ ฝ่ายตองอู  ไม่สู้รบ  นิ่งกบดาน

 

ไม่อาจหาญ  ออกมาชน  ชาวสยาม

เพราะเมืองนี้  มีคูน้ำ  แนวป้องกัน

 

พระทรงธรรม์  ผันน้ำ  ลงสะโตง

สิ้นหน้าแล้ง  เริ่มสับสน  ฝนก็ตก

 

ไม่หนักอก  เมืองตองอู  ดูปลอดโปร่ง