พันเอก พระอร่ามรณชิต ( อ๊อด  จุลานนท์  )

    พันเอก พระอร่ามรณชิต ( อ๊อด  จุลานนท์  ) เป็นบุตรคนแรกของ พันเอกพระยาวิเศษสิงหนาถ ( ยิ่ง  จุลานนท์  ) และนางกลีบฯ  เกิดวันที่ 11  มกราคม พ.ศ.2432  ที่บ้านเชิงสะพานแม้นศรี สามยอด กรุงเทพมหานคร มีพี่น้องร่วมบิดา คือ

            1 นายพยัพ  จุลานนท์              2  นายพยงค์  จุลานนท์
            3 พันโท โพยม  จุลานนท์        4  นางพยูร  โอฬารสมบัติ
            5 นายพยศ  จุลานนท์

   พันเอก พระอร่ามรณชิต ได้เข้ารับการศึกษาที่วัดสระเกศฯ และวัดเบญจมบพิตรฯ ตามสภาวะของการศึกษาในสมัยนั้น ต่อมาได้เข้ารับการศึกษาที่ โรงเรียนนายร้อยทหารบก
( โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ) จนจบหลักสูตร ออกรับราชการเป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตร  เหล่าทหารช่าง เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2452 และได้รับพระราชทานยศทหารตามลำดับ ดังนี้

            เป็นว่าที่ร้อยตรี            วันที่ 1  เมษายน พ.ศ.2452

            เป็นร้อยตรี                   วันที่  1 มิถุนายน พ.ศ. 2452

            เป็นร้อยโท                   วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2456

            เป็นร้อยเอก                  วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2458

            เป็นพันตรี                    วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2463

            เป็นพันโท                   วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2467

            เป็นพันเอก                  วันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2486 ได้รับพระราชทานยศเป็นกรณีพิเศษ ขณะที่โอนไปรับราชการทางฝ่ายพลเรือนแล้ว ทั้งนี้เพราะได้สนับสนุนทางด้านการติดต่อสื่อสาร  ให้กับหน่วยทหารในราชการสงครามอินโดจีน และสงครามมหาเอเชียบูรพาโดยได้ปฏิบัติงานเป็นผลดียิ่ง
            ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ตามลำดับ ดังนี้           

                        เป็นขุนแก้วกำแหง      เมื่อวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2459

                        เป็นหลวงอร่ามรณชิต  เมื่อวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2561

                        เป็นพระอร่ามรณชิต    เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามลำดับ ดังนี้

            มงกุฎสยามชั้นที่  5  ชื่อ วิจิตราภรณ์                วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2460

            เบญจมาภรณ์ช้างเผือก                                     วันที่ 2  มกราคม พ.ศ.2461

            จตุรถาภรณ์มงกุฎไทย                                     วันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2465

            จตุรถาภรณ์ช้างเผือก                                       วันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2466

            เหรียญจักรมาลา                                              วันที่  30 ธันวาคม พ.ศ. 2467

            เหรียญดุษฎีมาลาเข็มศิลปวิทยา                       วันที่  6 กันยายน พ.ศ. 2468

            เหรียญรัตนาภรณ์ชั้นที่ 4                                 วันที่  16 กรกฎาคม พ.ศ. 2473

            ตริตายาภรณ์มงกุฎไทย                                    วันที่ 20  กันยายน พ.ศ. 2480

            ตริตาภรณ์ช้างเผือก                                         วันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2483

            เหรียญชัยสมรภูมิสงครามอินโดจีน                 วันที่  8  สิงหาคม พ.ศ. 2484

            ทวิติยาภรณ์มงกุฎไทย                                     วันที่  20 กันยายน  พ.ศ. 2486

            เหรียญช่วยราชการสงครามมหาเอเชียบูรพา    วันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ.2487

            ทวิติยาภรณ์ช้างเผือก                                       วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2489

            ประถมาภรณ์มงกุฎไทย                                  วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2497

            ประถมาภรณ์ช้างเผือก                                     วันที่  2 ธันวาคม พ.ศ. 2500

            มหาวชิรมงกุฎ                                                 วันที่  5 ธันวาคม พ.ศ. 2503

พันเอก พระอร่ามรณชิต เป็นผู้มีความวิริยะอุตสาหะ ทั้งในด้านการศึกษาและในการปฏิบัติราชการ  สนใจติดตามวิทยาการใหม่ๆอยู่เสมอ ทั้งทางวิทยาศาสตร์ การทหาร การช่าง และที่สนใจเป็นพิเศษคือ การติดต่อสื่อสารทางวิทยุ โดยได้ติดตามความก้าวหน้าของวิทยาการดังกล่าว ตั้งแต่เริ่มเข้าศึกษาที่โรงเรียนนายร้อย  จนกระทั่งก่อนสิ้นอายุขัยประมาณ 5 ปี จึงได้หยุดการศึกษาค้นคว้า เนื่องจากสมองไม่สามารถรับได้

            จากการศึกษาค้นคว้าดังกล่าวและการปฏิบัติงานอย่างทุ่มเททั้งทางร่างกายและจิตใจ ตั้งแต่เป็นนายทหารชั้นผู้น้อย ทำให้เป็นผู้มีความรู้ก้าวหน้าและมีความสามารถ เป็นที่ประจักษ์แก่ผู้บังคับบัญชาและผู้ร่วมงาน  ดังนั้นเมื่อเป็นผู้บังคับหน่วยทหารระดับผู้บังคับกองร้อยและผู้บังคับกองพัน ก็ต้องไปทำหน้าที่อาจารย์พิเศษในวิชาทหารช่างสนามและวิชาทหารช่างสัญญาณ ( การสื่อสาร ) ซึ่งเป็นวิชาใหม่ในสมัยนั้น ทั้งที่โรงเรียนนายร้อยและที่โรงเรียนเสนาธิการทหารบกด้วย

            เมื่อพลเอกพระบรมวงศ์เธอ พระองเจ้าบูรฉัตรไชยากร กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ได้ริเริ่มที่จะดำเนินกิจการวิทยุกระจายเสียงในประเทศไทย ตามอารยธรรมแผนใหม่ ในฐานะที่ทรงผู้บังคับบัญชาสูงสุดของทหารช่าง และสนพระทัยในผู้มีความรู้ทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน จึงทรงคัดเลือกผู้ที่ทรงไว้วางพระทัยทั้งทหารบก ทหารเรือ และข้าราชการฝ่ายพลเรือนจัดตั้งเป็นคณะทำงานทั้งฝ่ายช่างและฝ่ายรายวิทยุกระจายเสียงขึ้น พันเอก พระอร่ามรณชิต เป็นผู้หนึ่งที่ทรงคัดเลือกเข้าอยู่ในคณะทำงานริเริ่มก่อตั้งกิจการวิทยุกระจายเสียงในประเทศไทยนี้ด้วย

            ด้วยความบากบั่นพากเพียรของคณะทำงาน โดยได้มีการประกอบเครื่องรับและเครื่องส่งวิทยุขึ้นเอง แล้วได้นำออกไปทดลองทำงานตามทุ่งนาป่าเขา ตามท้องถิ่นทุรกันดารทุกภาคของประเทศไทย งานก็ประสบความสำเร็จ สามารถออกอากาศได้เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ.2471 กิจการได้เจริญรุดหน้าตามลำดับ จากหน่วยงานเล็กๆ จนกลายมาเป็นกรมไปรษณีย์โทรเลข แล้วแยกส่วนวิทยุกระจายเสียงออกไปเป็น กรมโฆษณาการ ซึ่งต่อมาก็เปลี่ยนเป็นกรมประชาสัมพันธ์ในปัจจุบัน จากนั้นกิจการวิทยุกระจายเสียงก็แพร่ขยายออกไปอย่างกว้างขวาง ซึ่งจะเห็นได้จากสถานีวิทยุกระจายเสียง ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากในปัจจุบัน

            ด้วยความรู้ความสามารถและเป็นจักรกลตัวสำคัญ ในคณะผู้ริเริ่มก่อตั้งกิจการวิทยุกระจายเสียงในประเทศไทย ทำให้พันเอก พระอร่ามรณชิต ได้รับพระราชทานเหรียญดุษฎีมาลาเข็มศิลปวิทยา  อันเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์สำหรับพระราชทานแก่ผู้ทรงคุณวุฒิ เมื่อวันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2468  เมื่อได้ก่อตั้ง กรมไปรษณีย์โทรเลขขึ้น พันเอก พระอร่ามรณชิต ได้โอนไปรับราชการที่ กรมไปรษณีย์ โทรเลข ในตำแหน่งต่างๆ ตามลำดับ ดังนี้

            เป็นนายช่าง กรมไปรษณีย์โทรเลข     วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2471

            เป็นนายช่างอำนวยการวิทยุ กรมไปรษณีย์โทรเลข     วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2472

            เป็นช่างกำกับการวิทยุ กรมไปรษณีย์โทรเลข             วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2473

            เป็นช่างใหญ่ กรมไปรษณีย์โทรเลข                            วันที่ 22 เมษายน พ.ศ.2483

            ในสมัยนั้น ข้าราชการที่มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ จะต้องออกจากราชการด้วยเหตุสูงอายุเพื่อรับบำนาญ แต่คณะรัฐมนครีได้มีมติอนุมัติต่อเวลาราชการให้ พันเอก พระอร่ามรณชิต ที่ละปีๆ จนถึงอายุครบ 60 ปี หลังจากนั้นก็ได้จ้างให้ทำงานในตำแหน่ง ผู้เชียวชาญทางการสื่อสารของกระทรวงคมนาคมต่อไปอีก 10 ปี จนสภาพทางร่างกายไม่อำนวยให้ทำงานต่อไปได้อีก

            ในระหว่างที่รับราชการทางฝ่ายพลเรือน พันเอก พระอร่ามรณชิต ก็ยังไปเป็นอาจารย์พิเศษ โรงเรียนนายร้อยเทคนิค ในวิชาการสื่อสารทางวิทยุ  ได้ไปดูงานต่างประเทศ ได้เป็นผู้แทนรัฐบาลในการประชุมเจรจาทางด้านการสื่อสารทั้งในประเทศและต่างประเทศหลายครั้ง ทั้งในยามปกติและในยามสงคราม นอกจากนั้นก็ยังเป็นผู้ให้คำแนะนำในการก่อตั้งสถานีวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ ทั้งในฐานะผู้เชียวชาญทางด้านสื่อสาร และในฐานะอาจารย์กับศิษย์

            พันเอก พระอร่ามรณชิต ได้สมรสกับนางอร่ามรณชิต( พิศ  จุลานนท์ ) มีบุตร 8 คน คือ

            1 นางทูนใจ นพคุณ     2 นายตระกูล  จุลานนท์  3 พันตำรวจเอก อุดม  จุลานนท์

4 นางอุไรวรรณ  หงสกุล         5 นายพจน์  จุลานนท์     6 นางอรอุษา  สมประสงค์

7 พลเอก อำพล  จุลานนท์        8  นายเอก  จุลานนท์

            พันเอก พระอร่ามรณชิต เป็นผู้มีความเลื่อมใสศรัทธาในรพระบวรพุทธศาสนาอย่างมั่นคง ได้ถือศีล 5 เป็นประจำมาตั้งแต่ยังเยาว์วัย  ตี่อมาเมื่อเจริญวัยขึ้นก็เพิ่มเป็นศีล 8 ในวันพระ ใส่บาตรและให้ทานแก่ผู้ยากไร้ทุกวัน จนถึงวันที่เจ็บหนักก่อนถึงแก่กรรม 3 วัน  ทั้งไม่เคยขาดการทำบุญในวาระสำคัญๆ ในขณะที่เป็นข้าราชการชั้นผู้น้อย และขณะที่มีหน้าที่ราชการรัดตัวนั้น ก็ได้ไปฟังธรรมอยู่เสมอ ครั้นเมื่อสูงวัยขึ้นก็ได้เพิ่มการปฏิบัติธรรมด้วยการทำ สมถะและวิปัสสนากรรมฐาน งดบริโภคเนื้อสัตว์ ได้ปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอมิได้ขาด จนถึงวาระสุดท้าย

            โดยปกติ พันเอก พระอร่ามรณชิต มีสุขภาพสมบูรณ์ มีร่างกายแข็งแรง ไม่เคยเจ็บป่วยร้ายแรงแต่อย่างใด แม้เมื่อถึงคราวที่จะต้องล่วงลับ ก็ได้แสดงอาการเจ็บป่วยเล็กน้อยเพียง 2 วัน เมื่อมีอาการมากขึ้น นายแพทย์ธนิต เธียรธนู  แพทย์ผู้ควบคุมดูแลสุขภาพอยู่เป็นประจำ ได้นำส่งโรงพยาบาลพญาไท 1 ซึ่งก็ได้รับการเอาใจใส่ดูแลรักษาพยาบาลอย่างดียิ่ง แต่แล้วอาการก็ทรุดลง เข้าโรงพยาบาลเพียง 1 วัน ก็ถึงแก่กรรมด้วยอาการสงบ เมื่อ วันที่ 2 เมษายน พ.ศ.2522 รวมอายุได้ 90 ปี 2 เดือน กับ 21 วัน ......

แหล่งที่มา :
หนังสือพระราชทานเพลิงศพ พันเอก พระอร่ามรณชิต ณ เมรุหน้าพลับพลาอิสริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2523

...................................................